โลกใหม่หลังโควิด-19 : เมืองที่ต้องเปลี่ยนไปเพราะไวรัสเข้ามาเปลี่ยนแปลง

20/04/2020

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิรมล เสรีสกุล

การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บอกอะไรแก่นักวางผังออกแบบเมือง? 

สำหรับดิฉัน นักออกแบบวางผังเมืองคือผู้ที่มีวิชาชีพออกแบบสภาพแวดล้อมของเมืองให้เหมาะสมเพื่อให้คนทุกกลุ่ม ให้สามารถ live work play อยู่อาศัย ทำงาน ใช้ชีวิต ได้อย่างมีความสุขในเมือง ซึ่งก็พูดกันว่าตอนนี้ นักผังเมืองเองก็กำลังมีปัญหา Existential crisis เหมือนกำลังวิชาชีพอื่นด้วยคำถามในใจที่ว่า แล้วฉันช่วยอะไรได้บ้าง? ความรู้ที่ฉันมี ณ ตอนนี้ มีประโยชน์กับสถานการณ์นี้อย่างไรบ้าง? การระบาดของ COVID-19 บอกเรา 2 สิ่ง : 

หนึ่ง ข้อมูลความรู้ที่มีอยู่ ยังไม่พอจะอธิบายปรากฏการณ์การระบาดของไวรัสกับเมืองได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นเพราะ เราเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการระบาดแค่สามสี่เดือน คำถามเช่น สภาพแวดล้อมกายภาพมีผลต่อการระบาดอย่างไร? ไวรัสจะส่งผลอย่างไรต่อเมือง ต่อรูปแบบที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน พื้นที่สาธาณะ การคมนาคมขนส่ง การออกแบบวางในอนาคต? ทำไมบางเมืองถึงประสบกับการระบาดก่อนบางเมือง? ทำไมบางเมืองถึงมีเคสผู้ป่วยมากกว่าบางเมือง? ทำไมบางเมืองถึงมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าบางเมือง? - อันนี้เรายังไม่ทราบชัด
    
สอง หลักการ หลักเกณฑ์ มาตรฐานการออกแบบวางผังที่มีอยู่ อาจจะไม่พอสำหรับเมืองหลัง COVID-19 และน่าจะมีการปรับเปลี่ยนหลังจากนี้ จะเปลี่ยนอย่างไรนั้น ต้องเข้าใจข้อหนึ่งก่อน คำถามที่มีในใจดิฉันตลอดเดือนที่ผ่านมาคือ เหตุใดเมืองที่ได้ชื่อว่ามีการออกแบบวางผังที่ดี เหมือนหลุดจากตำราการออกแบบวางผัง “เมืองสุขภาวะ” จึงได้กลายเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรค (Epicenter) มีการระบาดและมีจำนวนผู้ติดเชื้อหรือเสียชีวิตจำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกา ในขณะทีเมืองที่ได้ชื่อว่าออกแบบวางผังได้ยังห่างไกลสุขภาวะที่ดีอย่าง กทม. จึงมีตัวเลขนี้น้อยกว่า นอกเหนือจากเหตุผลทางด้านมาตรการทางสาธารณสุขแล้ว อะไรคือปัจจัยอื่นๆ อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณแสงแดด ลักษณะอายุประชากร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ เรายังไม่ทราบชัด 

 

เมื่อไวรัสท้าทายแนวคิดเมืองที่ดี

COVID-19 ได้ท้าทายความรู้ของบางตำราการออกแบบวางผังเมืองที่เขียนไว้เมื่อศตวรรษที่แล้วหรือแม้กระทั่งทศวรรษที่แล้ว ที่ล้วนสมาทาน “ความหนาแน่นเป็นคาถา การเชื่อมโยงคอนเนคติวิตี้เป็นยาชูกำลัง”


ศีลข้อแรกที่นักผังเมืองหรือออกแบบเมืองสมาทานกัน คือ เมืองที่ดีต้องมีความหนาแน่นเพราะประหยัดลงทุนสาธารณูปโภค เพราะประหยัดเวลาและค่าเดินทาง เพราะความหนาแน่นนำมาซึ่งการปะทะสังสรรค์ หรือ ความมีชีวิตชีวา (Vitality)  ซึ่งล้วนส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจและสังคมของเมือง ดังนั้น เมืองที่ดีต้องมีความหนาแน่นสูง

แต่ความหนาแน่นก็มาพร้อมกับความเสี่ยง ไม่ใช่เฉพาะไวรัส แต่กับทุกภัยพิบัติ ไม่ว่าการก่อการร้ายหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ ยิ่งหนาแน่น ก็ยิ่งจัดการยาก ยิ่งสร้างความเสียหายสูง ในเมื่อ Proximity หรือระยะห่างระหว่างคน มีผลต่อการแพร่ระบาดของโรค เมื่อไวรัสมาถึงเมือง เมืองก็จะกลายเป็น Virus playground แค่ไอจาม 1-3 เมตรก็ติดแล้ว  โดยเฉพาะโรคที่ติดต่อทางอากาศ

ศีลข้อสอง เมืองต้องเชื่อมโยง เพราะการเชื่อมโยงคือโอกาส การเชื่อมโยงนำพาโอกาสเศรษฐกิจและสังคมมาสู่เมือง เมืองที่เป็นจุดเชื่อมต่อ อย่างเช่น Global city จะกลายเป็นศูนย์กลางของการค้า การท่องเที่ยว การอพยพ กลายเป็นศูนย์รวมของผู้คน ทุน ทรัพยากร และความมั่งคั่ง 

ในอีกด้านหนึ่ง High return ก็มี High risk เช่นเดียวความหนาแน่น ยิ่งเชื่อมต่อมาก ก็ยิ่งเสี่ยงมาก ดูอย่างเมืองอู่ฮั่น นิวยอร์ก มิลาน เหล่านี้คือ Global city คนผ่านเข้าออกจำนวนมาก Tianne Airport เชื่อมโยงเป้าหมายการเดินทางกว่า 94 แห่งใน 19 ประเทศ และมีเที่ยวบินภายในประเทศกว่า 65 เที่ยวบิน ซึ่งพอติดเชื้อก็เกิดมหกรรมเลยอย่างที่เราเห็น 

ส่วนตัวแล้ว ดิฉันยังเห็นว่า เมืองหลังโควิดยังต้องมีความหนาแน่น เราไม่สามารถย้อนกระแสนี้ได้ดังที่ Emily Badger เขียนลงเดอะนิวยอร์กไทมส์ Density is good for us. That will be true after virus, too.  
แต่คำถามคือ เมืองควรมีความหนาแน่นอย่างไร เชื่อมต่ออย่างไร ต้องมีเกณฑ์และมาตรฐานใหม่แน่นอน

 

หากเมืองยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน คาดการณ์ว่าอนาคตชีวิตคนเมืองจะเปลี่ยนไปและจะเกิดความ
ปกติใหม่ (New normal) อย่างไรในเมืองบ้าง

ดังที่มีคนกล่าว “The whole history of urban life is of living with parasites and trying to get rid of them” ขอให้ทำใจเลยว่า เราต้องปรับตัว ปรับสภาพแวดล้อมให้อยู่กับไวรัสนี้ให้ได้ ดิฉันเห็นด้วยกับข้อค้นพบของงานวิจัยของคณาจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าการปิดเมืองนั้นมีราคาแพง ทั้งระดับสังคมและระดับปัจเจก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำงานจากบ้าน (work from home) ได้ หรือแม้ว่าเราจะ work from home แต่เราเริ่มเห็นผลกระทบที่เกิดจากการกักตัวอยู่ในบริเวณบ้าน เช่น ความเครียด ความรุนแรงในครอบครัว หรือ ในประกาศของประธานาธิบดี ที่จะ Reopen อเมริกา ก็ได้ชี้ว่าการกักตัวอยู่บ้าน อาจจะทำให้การใช้ยาเสพติด ความเครียด โรคหัวใจ เพิ่มสูงขึ้น

เมืองในอนาคตต้องเตรียมพร้อมเปิดๆปิดๆ

จากนี้ไป เมืองคงต้องมีคุณลักษณะ 2 ประการ คือ ในเวลาเปิดเมือง เมืองต้องมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส และในเวลาเกิดโรคระบาด การปิดเมืองก็ต้องไม่ให้คนและเศรษฐกิจบอบช้ำ นั่นคือเมืองต้องปรับให้มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และ ฟื้นเร็ว (Resilience)  


ดิฉันจะลองพยายามฉายภาพอนาคตที่เป็นไปได้ของชีวิตคนเมืองใน 4 ด้าน บทฉากทัศน์ที่การระบาดนี้
ลากยาว  Confinement เป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อม และการ Work from home กลายเป็น New norm

การอยู่อาศัย

Housing model จะเปลี่ยน โดยเปลี่ยนใน 2 รูปแบบ ในรูปแบบแรก บ้านอาจจะมาแทนที่อาคารชุด เพราะบางคนอาจจะกลัวการอยู่ร่วมกับคนอื่นแบบ High density ที่ต้องใช้ลิฟต์ ใช้สิ่งต่างๆร่วมกับคนอื่น รวมทั้งการ Work from home ทำให้เราเข้าที่ทำงานนานๆครั้ง ดังนั้น ทางเลือกของกลุ่มนี้ก็จะเลือกบ้านที่มีบริเวณ พอหายใจหายคอได้ในช่วง Confinement แถมราคาที่อยู่อาศัยชานเมืองก็ถูกกว่า 

 

ส่วนรูปแบบที่สอง ผู้ที่ยังจะเลือกอยู่ในอาคารชุดในเมือง พวกเขาน่าจะมองหาห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขนาด 24 ตารางเมตรที่เอาไว้นอนอย่างเดียว เปิดประตูสะดุดเตียงแล้วหลับเลยนั้น คงไม่น่าซื้ออีกต่อไป เพราะคนจะใช้ชีิวิตเกือบ 24 ชั่วโมงในบ้าน พื้นที่ส่วนกลางของอาคารชุดก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สนับสนุนการอยู่บ้านยาวของลูกบ้านได้ Function เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพคงต้องกลายเป็น Option 

 

การออกแบบผังบ้าน อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากที่คุณหมอรณรงค์ให้เราล้างมือ คุณหมอบางท่านถึงขนาดแนะนำให้เราถอดเสื้ออาบน้ำก่อนเข้าบ้าน ซึ่งสำหรับบ้านเรือนไทยสมัยก่อนนั้นอาจจะทำได้ เดินไปเรือนอาบน้ำก่อน ผลัดผ้าค่อยเข้าบ้าน สำหรับบ้านสมัยใหม่ เราอาจถึงคราวต้องย้ายห้องอาบน้ำ อ่างล่างมือมาไว้หน้าบ้าน คล้ายๆเวลาเราจะเข้าศาลเจ้า (ชินโต) เข้ามัสยิด ที่เราต้องชำระล้างร่างกายก่อน

 

นอกจากนี้ บ้านในอนาคตต้องมีพื้นที่ทำครัวที่สามารถประกอบอาหารได้จริง เพราะช่วงกักตัว ผู้คนจะออกไปซื้ออาหารทานกันยากขึ้น ระบบพลังงานก็น่าจะเปลี่ยน ทำงานอยู่บ้านค่าไฟฟ้าแพงขึ้นมาก เป็นภาระใหม่ของคนเมือง ระบบพลังงานทางเลือกหรือแบบประเทศอื่นที่มีบริษัทผลิตไฟฟ้าราคาต่างๆ มาให้เราเลือกก็น่าจะมี (ขอให้มี!) หรือแต่ละบ้านจำเป็นต้องมีพาวเวอร์แบงก์สามัญประจำบ้าน เป็น Storage ทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ หรือที่เหลือจากการใช้งาน ให้สามารถใช้ได้ในยามที่ไม่มีแสงอาทิตย์ หรือใช้ในช่วงเวลาที่ค่าไฟแพงกว่าปกติ (peak hour)

การเดินทาง 

หากการระบาดลากยาว ส่งผลให้คนคงกลัวในการอยู่ชิดๆกับคนอื่น แน่นอนว่าเป็นสภาพการณ์ของการใช้ขนส่งสาธารณะไม่ว่าเมืองไหน ดังนั้น การปรับเปลี่ยนน่าจะเกิดใน 2 รูปแบบ ในรูปแบบแรกคือทางเลือกในการเคลื่อนที่จะเพิ่มมากขึ้น  Micromobility จะมา Micromobility คือยานพาหนะที่มีความเร็วไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร เช่น จักรยาน สกู้ตเตอร์ และที่สำคัญ การเดิน จะต้องกลายเป็นวาระสำคัญของเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน Silver lining ของสถานการณ์นี้คือโอกาสทองในการปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ถนน จากที่แต่ก่อน 90% ของเขตทางอุทิศแก่กับรถยนต์ (สำหรับกทม.) แต่เราเห็นแล้วว่า เวลาปิดเมืองนั้น “ถนนทั้งโลก” ว่างเปล่า แทบไม่ได้ใช้ ดังนั้น ต้องมีการออกแบบวางผังเพื่อแบ่งปันเขตทางให้ Micromobility ต่างๆด้วย ทางเท้าก็ต้องขยาย ต้องเชื่อมต่อ ให้คนเดินได้เดินดี - ไม่มีช่วงเวลาไหนแล้วที่จะเหมาะสมในการทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 

สำหรับคนที่บ้านไกลไม่มีรถยนต์ส่วนตัวและยังต้องใช้รถเมล์ คิดว่าต้องมีการจัดเวลา Rush hour ให้เหลื่อมกันจะมีความจำเป็น ตอนนี้เรามี Application รถเมล์ดีๆหลายอัน เราควรจะเพิ่ม Function การจองที่นั่งที่ยืนของรถเมล์ไหม เพราะ เรามี App เราทราบแล้วว่ารถคันต่อไปจะมากี่โมง เราก็จองของเราเลยได้ไหม ข้อมูลเหล่านี้ก็จะนำไปวางแผนจัดการต่อยอดได้เยอะแยะไปหมด การออกแบบป้ายรถที่นอกจากจัดที่นั่งให้ห่างๆกัน สิ่งที่ต้องมีคือ อ่างล้างมือ หรือ ที่กดเจลล้างมือไหม เพื่อให้คนชำระล้างขั้นหนึ่งก่อนขึ้นรถ และพอขึ้นรถก็ซ้ำอีกที การฆ่าเชื้อแบบก่อนเครื่องบินจะออก จะจำเป็น 

การทำงาน 

เมื่อ Work from home กลายเป็น New norm แน่นอนว่าบ้านต้องปรับเปลี่ยนเป็นที่ทำงานโดยปริยายดังที่ได้กล่าวข้างต้น ในปี 2558 UddC (ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง) เคยทำภาพอนาคตเมืองในโครงการกรุงเทพฯ250 (bangkok250.org) ซึ่ง Office space จะหดตัวลงในอนาคต สาเหตุมาจากงานรูปแบบใหม่และคุณค่าใหม่ที่คนนิยมงานอิสระมากขึ้นและทำงานที่ไหนก็ได้ ซึ่ง COVID-19 มาเป็นตัวเร่งให้ภาพนั้นมาถึงเร็วขึ้น นอกจาก Office space จะหดตัวลงแล้ว ตำแหน่งงานบางอย่างใน Office น่าจะกลายเป็น Outsource มากขึ้น ซึ่งที่จริงก็มีธุรกิจบางแห่งมีเฉพาะบุคลากรที่เป็น Core Business ของตัวเองเท่านั้น  ส่วนที่เหลือจะ Outsource ทั้งหมด สำหรับการออกแบบผังสำนักงาน รูปแบบผังเปิดโล่ง หรือ Open plan น่าจะต้องมีการปรับ ระยะห่างต้องมากขึ้น Partition อาจจะเป็นสิ่งจำเป็น

 

Co-working space ที่เป็น Sharing economy ที่มีการสัมผัสน่าจะได้รับผลกระทบพอสมควรและต้องปรับเปลี่ยน เนื่องจากคนจะกลัวการใช้พื้นที่ร่วมกับคนอื่น อาจจะต้องมี Service อื่น ๆ เข้ามาเสริม เช่น Virtual Office หรือรับงาน Outsource อะไรออกไปบางส่วน เพื่อช่วยลดปริมาณคนที่เข้ามากัน ธุรกิจที่คิดว่าน่าจะดีมากขึ้น คงเป็น On Cloud ทั้งหลาย ที่มี Service อะไรก็ตามให้บน Cloud

การจับจ่าย

ตลาดออนไลน์กลายเป็น Marketplace ที่คนใช้จับจ่ายกันหนักมากในช่วงที่ผ่านมา Marketplace ในอดีตที่จะหวนกลับมาคือ ตลาดในย่านละแวก เพื่อให้เรามีทางเลือกในการจับจ่ายช่วง Confinement และที่สำคัญ ผู้ค้ารายย่อย คนเล็กคนน้อย ต้องมีที่ทางในการทำมาหากิน แผงจะจัดห่างกันมากขึ้น ระบบรักษาความสะอาดต้องดีและเข้มข้น ร้านอาหาร คาเฟ่ อาจจะต้องมีการออกแบบ Partition กั้นเป็นคอก (แบบร้านราเมงข้อสอบ Ichiran) หรือบางร้าน อาจจะปรับหน้าร้านเล็กลง เผื่อเวลาโรคระบาด ปรับเป็น Take away แต่บริเวณโดยรอบ น่าจะมีที่จัดให้คนสามารถนั่งกินได้ ร่มๆเย็นๆ สะอาดๆ ห่างๆกัน เพื่อให้คนมีที่ทางในการออกมาเปลี่ยนบรรยากาศ แทนที่จะซื้อหิวใส่ถุง แล้วไปนั่งทานอย่างอุดอู้ในห้องแคบๆแบบที่เป็นอยู่

บทบาทสำคัญของย่านละเเวกในช่วงภัยพิบัติ 

สิ่งสำคัญนอกเหนือจากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป คือย่านละแวกรอบบ้านของเรา จะกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง จากนี้ไป ทุกครั้งที่เกิดโรคระบาด เมืองของเราจะหดเล็กลงเหลือแค่ย่าน รัศมีการใช้ชีวิตของเราจะหดลง ย่านจะกลายเป็นเมือง ดังนั้น ย่านของเราต้องมีการออกแบบวางผังสภาพแวดล้อม เพื่อให้เราสามารถกักตัวได้โดยไม่เครียด ไม่บ้า ไม่อ้วน ไม่จน เช่นเดียวกัน 

 

เราจะเห็นแล้วว่า COVID-19 ทำให้ความเหลื่อมล้ำของเมืองปรากฎภาพชัดเจน นอกจาก Digital Divide แล้ว เราก็มี Density Divide เราเห็น Rich Density ที่คนรวยกักตัวในบ้าน ทำงานที่บ้าน ทำอาหารทานเอง เล่นโยคะในบ้าน และ  Poor Density ที่คนจนไม่แม้แต่จะสามารถจินตนาการถึง Distancing ทั้งครอบครัวอยู่แออัดในห้องเล็กๆ ภายในชุมชนแออัด 

ดังนั้น ตอนนี้คือช่วงเวลาที่สำคัญที่เราต้องทบทวนอย่างจริงจัง ให้เกิดการออกแบบวางผังให้ย่านเราเป็นย่านที่น่าอยู่ ร่มรื่น มีสาธารณูปการเพียงพอสำหรับการใช้ชีิวิต ไม่ว่าจะเป็น ทางเท้าและพื้นที่สาธารณะที่ร่มรื่น มีร้านค้า มีตลาด มีแผงลอย มีบริการสาธารณสุข จบครบถ้วนภายในย่าน เพื่อให้ความทุกข์ความสุขมันเฉลี่ยๆกันได้บ้างยามเกิดโรคระบาด

กระจายอำนาจ

จะทำได้แบบที่กล่าวมา ต้องให้อำนาจท้องถิ่น สำหรับ กทม. สำนักงานเขตต้องเป็นผู้เล่นหลัก ต้องให้ทั้งหน้าที่ อำนาจ และงบประมาณ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนระบบให้มีการเลือกตั้ง Mayor ระดับเขตแบบในมหานครอื่นๆของโลกเสียที เพื่อให้เขตยึดโยงกับคนในพื้นที่มากขึ้น หรือแม้กระทั่งออกแบบให้มีหน่วยย่อยเล็กลงกว่าเขต  เพราะหากดูในกรณีเมืองในจังหวัดอื่นๆ จะเห็นว่าระดับตำบล หมู่บ้าน เทศบาล อบต. มีบทบาทมากในการจัดการดูแลการแพร่ระบาดของไวรัสได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ  แตกต่างกับ กทม. ที่ต้องยอมรับว่ายังดูแลได้ไม่ทั่วถึง ช่วงหน้ากากขาดแคลน ผู้คนต้องเดินทางไปถึงกระทรวงพาณิชย์ มันเพิ่มความเสี่ยง แถวบ้านก็เงียบเชียบมาก สำนักงานเขต หรือ สก. สข. ก็แทบไม่มีบทบาทอะไรในการระบาดครั้งนี้ ทั้งๆที่อยู่ใกล้เราที่สุด

ปัญหาเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการเมืองนี้ ชาว กทม. เคยเห็นมาแล้วตอนน้ำท่วม 2011 ดังนั้น ภัยพิบัติโรคระบาด COVID-19 เป็น Wake up call ที่ปลุกให้เราได้ตื่นมาเห็นชัดๆว่า ผังเมืองของเรา ระบบการจัดการเมืองของเรา มีความเหลื่อมล้ำแค่ไหน มีปัญหาอะไรบ้าง 

นี่คือห้วงเวลาอันสำคัญของประวัติศาสตร์ อย่างน้อยก็ในเชิงการออกแบบวางผังเมือง ที่เราศึกษาหาคำตอบสำหรับคำถามที่ทิ้งไว้ตอนต้น แต่ที่แน่ๆ การปรับปรุงให้ย่านให้อยู่ได้และน่าอยู่ โดยให้อำนาจในการจัดการท้องถิ่น น่าจะเป็นหนึ่งใน Key สำคัญจากนี้