THE PAIN OF BANGKOKIAN: สารพัดความเจ็บจากเสียงเล็กๆ ของคนกรุง

ทางเดินเท้าไม่สมประกอบ, จราจรแออัดบนท้องถนน หรือมลพิษทางอากาศที่ทำให้เราเป็นภูมิแพ้ นี่เป็นเพียงตัวอย่างความเจ็บที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องเผชิญ ซึ่งบางครั้งมันหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวันจนกลายเป็นความเคยชินเสียแล้ว อย่างไรก็ตาม เราไม่อยากให้ความเจ็บนี้กลายเป็นเสียงบ่นที่ 10 ปีข้างหน้ายังคงได้ยินอยู่ต่อไป

 

 

ร่วมสำรวจเสียงสะท้อนจากคนเล็กๆ ถึงความเจ็บปวดในเมืองใหญ่แห่งนี้ แล้วอย่าลืมแชร์ความเจ็บของคุณว่ามีอะไรกันบ้าง?

 

 

ธนพร โอวาทวรวรัญญู / นักสังคมวิทยา

 

 

“ปัจจุบันคนในสังคมมีความหลากหลายมากนะ แต่เราเข้ากันได้กับคนแค่เฉพาะบางกลุ่ม และไม่เข้าใจความคิดของคนอีกหลายๆ กลุ่ม ด้วยการกระทำและวัฒนธรรมที่ต่างกัน มันผลักดันให้เรากลายเป็น Individual ทำให้เราไม่เข้าใจเขา และเขาไม่เข้าใจเรา ฉะนั้นความเจ็บปวดของเราคือ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่หลากหลาย แต่คนในกรุงเทพฯ บางส่วนกลับไม่ยอมรับความหลากหลายนั้นได้อย่างสนิทใจ ทั้งๆ ที่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่สังคมเมืองกรุงเทพฯ กลับทำให้เราไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับมัน สุดท้ายกลายเป็นว่าเราต้องทำตัวแปลกแยกกับปัญญานี้ ซึ่งมันไม่ใช่ทางออกที่ดีนะ เราไม่แน่ใจว่าอะไรจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงความคิด เราว่ามันอาจจะมีวิธีสร้าง Mindset ใหม่ให้แก่คนกรุง

 

 

ดนยา สุทธิวรรณ / นักศึกษา

 

“เราอยู่นอกเมืองกรุงเทพฯ มาโดยตลอด อยากไปไหนมาไหนก็จะใช้วิธีการเดินหรือนั่งสองแถว เข้าเมืองเสาร์ อาทิตย์รถก็ไม่ค่อยติดเท่าไหร่ ช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆ ออฟฟิศเราอยู่แถวสุรศักดิ์ แต่บ้านอยู่รามอินทรา เราใช้เวลาเดินทางไปกลับ 6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งพอได้ใช้งานระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ เข้าจริงๆ จึงรู้ว่า คนที่เขาอดทนกับสิ่งนี้ได้เนี่ย ควรได้รับการยกย่องมากๆ”

 

 

ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ / เจ้าหน้าที่มูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม

 

"รัฐดึงดันจะสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยางบหลักหมื่นล้าน อ้างให้คนมาปั่นจักรยานออกกำลังกาย แต่สะพานเล็กๆ เลียบคลองแสนแสบที่ผุพังมานับ 5 ปี งบประมาณหลักแสน กลับบอกไม่มีงบมาซ่อม ทั้งๆ ที่สะพานแห่งนี้เป็นจุดเชื่อมต่อการสัญจรกรุงเทพฯ ตะวันออกสู่ใจกลางเมืองด้วยจักรยาน เพราะเป็นคนกรุงเทพฯ จึงเจ็บปวด แต่เราจะไม่ทนอีกต่อไป วันนี้เราระดมทุนมาซ่อมสะพานกันเองแล้ว และเราจะทำต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเมืองของเราเอง"

 

 

ทศพล เหลืองศุภภรณ์ / Co-Editor & Co-Sales

 

ความเจ็บปวดที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ของเรา คือเวลาที่ต้องเห็นข่าวอาชญากรรมทั้งการข่มขื่น ชิงทรัพย์ หรือการถูกอุ้มไปดื้อๆ เราจำได้ว่าตัวเองเห็นข่าวแนวนี้ครั้งแรกตอน ป.6 และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแม่ไม่ยอมให้เราไปเที่ยวบ้านเพื่อนหลังเลิกเรียนเพราะกลัวไม่ปลอดภัย ปัญหาคือถึงตอนนี้เราก็ยังคงเห็นข่าวอะไรแบบนี้อยู่ดี เด็ก ป.6 ในวันนี้ก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเราในวันนั้นเท่าไหร่ ข่าวข่มขื่นยังมีให้เห็นจนชวนสลดใจ ล่าสุดเพื่อนในออฟฟิศเราถูกกระชากกระเป๋าหน้าบ้านของเธอเอง เราเชื่อเสมอว่าความปลอดภัยเป็นปัจจัยเริ่มต้นของการพัฒนา เพราะเมื่อคุณปลอดภัยคุณก็จะเริ่มสนใจตัวเองน้อยลง และมองไปยังคนอื่นหรือสิ่งรอบตัวมากขึ้น การพัฒนามันจะเริ่มจากตรงนั้น

 

 

 

ปฐมพงษ์ ชัยเขื่อนขันธ์  / นักลงทุนและคอลัมน์นิสต์อิสระ

 

คนกรุงเทพฯ เหมือนเกิดมาเพื่อรับแต่ความเจ็บปวด การจราจรในกรุงเทพฯ สะท้อนเรื่องนี้ได้ดี เราไม่มีทางออกจากบ้านในเวลาเดิมๆ แล้วไปถึงที่หมายในเวลาเดิมๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หลายประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมันไม่เป็น มันกระทบชีวิตและจิตใจ ทำให้คุณไม่สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ 100% เพราะต้องเผชิญกับการจราจรที่คาดเดาไม่ได้ คุณต้องออกเช้ากว่าปกติหรือกลับบ้านค่ำกว่าปกติเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรบนถนน ทั้งยังมีเรื่องอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีจำนวนคนตายเป็นอันดับสองของโลก หากนับเฉพาะมอเตอร์ไซค์ เราตายอันดับหนึ่งของโลก ความยากลำบากและความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงภัยในการเดินทางที่มากกว่าปกติ มันคือความเจ็บปวดที่สุดแล้ว คุณอาจไปสายหรือใช้เวลาบนถนนมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน หนักสุดคือคุณอาจเป็นหนึ่งในคนที่บาดเจ็บและเสียชีวิต เจ็บปวดไหมละ อ้อ! ข่าวดีคือเรายังไม่น่าจะแก้ปัญหาใดๆ เหล่านี้ได้ในอีกอย่างน้อย 10 ปีข้างหน้าด้วย

 

 

นรณฏฐ ไชยคำ / นักข่าว

 

"เราเป็นคนชอบเดินไปไหนมาไหนนะ สามารถเดินออกจากบ้านในซอยลึกๆ มาขึ้นรถไฟฟ้าได้ แต่บ้านนี้เมืองนี้ไม่เอื้อให้เราเดินเลย ฟุตปาธมีบ้างไม่มีบ้าง ที่มีก็เป็นหลุมเป็นบ่อ มีเสาไฟเกะกะอีก เราเคยกางร่มเดินตอนฝนตก ปรากฏว่าร่มผ่านช่องว่างระหว่างเสาไฟไม่ได้ แถมร่มยังจะไปเกี่ยวสายไฟที่ห้อยลงมาอีก สรุปคือหุบร่มลงมาเดินบนถนนง่ายสุด แต่ก็เสี่ยงตายไปอีกแบบ"

 

 

วิโรจน์ สุทธิสีมา / อาจารย์มหาวิทยาลัย

 

“ผมเป็นลูกครึ่งกรุงเทพฯ ครึ่งเชียงใหม่ เวลาอยู่เชียงใหม่จะเดินไปไหนมาไหนในเมือง ไม่ใช่เรื่องลำบาก เพราะสมาชิกผู้ใช้งานทางเท้ามีแค่คนกับสุนัข แต่พอมาเดินทางเท้าในกรุงเทพฯ มันเหมือนเป็นมหกรรม Survival แบบหนึ่ง ต้องระวังตลอดเวลา ไหนจะมีกับระเบิดเป็นอิฐทางเท้า ถ้าไม่ชำรุดพังลงไปก็มีของเหลวแอบซ่อนตัวพร้อมกระฉูดใส่ขาเรา ไหนจะคนใจดีมาเบียดล้วงกระเป๋าช่วยเอาเงินเราไปใช้แทน ไหนจะพี่มอเตอร์ไซค์ซึ่งทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของทางเท้าตัวจริง ท่านจะดูหงุดหงิดมาก เวลาเราเดินขวางทางบนทางเดินที่จริงๆ แล้วเป็นของเรา"

 

 

ยุทธศักดิ์ รักแคว้น / กราฟิกดีไซเนอร์

 

“ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกหรือไปเองรึเปล่านะ แต่เคยสังเกตว่าเวลาได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วรู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งกว่าเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะปกติเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ จะรู้สึกคัดจมูกบ่อย แต่ถ้าออกไปต่างจังหวัดอาการมันจะหายไปเอง หรือจริงๆ ก็อาจเป็นเพราะร่างกายมันสั่งให้คิดไปเองก็ได้นะ แต่เราว่าอากาศในกรุงเทพฯ และสิ่งแวดล้อมต่างๆ มันชวนให้เราอึดอัดจริงๆ นั่นแหละ