เดินได้-เดินดี : ลัดเลาะรอบลานคนเมือง

          แม้วันวิสาขบูชาโลก ณ ลานคนเมือง จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่การทำงานในพื้นที่กลับทำให้เราค้นพบข้อดีของการจัดกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะแห่งนี้มากมาย โดยเฉพาะในแง่ของการเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นลานโล่งที่ถูกรายล้อมด้วยความหาลกหลายทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และอาหารการกิน มากไปกว่านั้นคือพื้นที่รอบลานคนเมืองแห่งนี้มีลักษณะการตัดกันของถนนสายสำคัญที่เป็นที่รู้จักมากมายเป็นผลให้รอบพื้นที่รายล้อมด้วยถนนที่เป็นบล๊อกขนาดเล็กทำให้เราสามารถเดินเท้าท่องเที่ยวรอบลานได้อย่างสะดวกสบาย ทั่วถึง และได้สัมผัสกับบรรยากาศที่หลายหลาย อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่กว่า 90% ของพื้นที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการเดินเท้า หรือดัชนีการเข้าถึงด้วยการเดินเท้าของพื้นที่ตามการศึกษาของโครงการ “เมืองเดินได้-เมืองเดินดี”อยู่ในระดับปานกลาง และแม้ว่าย่านนี้จะไม่ได้เป็น 1 ใน 10 ย่านเดินได้ที่มีค่าคะแนนสูงสุด ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าเดินของพื้นที่นี้น้อยลงแต่อย่างใด ด้วยความหลากหลายของมรดกทางวัฒนธรรม และคุณค่าเชิงพื้นที่ของย่านที่ทำให้ย่านมีความโดดเด่นและแตกต่างจากย่านอื่นๆโดยสิ้นเชิง

            เราจึงอยากชวนทุกคนมาสัมผัสอีกมิติหนึ่งของพื้นที่รอบลานคนเมือง จากทริปหนึ่งวันรอบลานคนเมือง “เดินได้-เดินดี” : ลัดเลาะรอบลานคนเมือง ก่อนอื่นต้องขอนิยามคำว่า “เดินได้” ก่อนนะคะ เดินได้ในที่นี้หมายถึง ที่ที่เราสามารถใช้ชีวิตในพื้นที่นั้นๆ ได้ด้วยการเดินเท้าเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการเข้าถึงสาธารณูปการต่างๆ ของเมือง หรือมีสาธารณูปการของเมืองหลากหลาย และสามารถเข้าถึงสาธารณูปการเหล่านั้นได้ด้วยการเดินเท้า ส่วน “เดินดี” ในที่นี้หมายถึง พื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพเอื้อกับการเดินเท้า อันประกอบด้วย ความน่าเดิน ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ซึ่งแน่นอนว่าอยู่ดีๆจะไปปลุกให้คนลุกขึ้นมาเดินในวันที่อากาศร้อนระอุก็อาจจะยากนิดนึง แต่รับรองว่าหากคุณฉุดตัวเองจากเตียงนุ่มๆ และเปลี่ยนบรรยากาศการเดินจากการเดินห้างสรรพสินค้น มาเดินลัดเลาะ-เที่ยว-ชิมชิว สัมผัสความหลากหลาย และลิ้มรสความอร่อยในย่านพระนคร แบบอิ่มท้องอิ่มบุญ และอิ่มใจ บนถนนสายสำคัญ 6 สายรอบลานคนเมือง อันได้แก่ ถนนบำรุงเมือง ถนนดินสอ ถนนสำราญราษฎร์ ถนนมหรรณพ ถนนตีทอง และถนนศิริพงษ์ ซึ่งถนน 6 สายนี้เป็นถนนที่มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์ และสถานที่ที่มีชื่อเสียงทั้งในส่วนของศาสนสถาน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก(Landmark ของกรุงเทพ) และร้านค้าร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมากมาย

ทริปของเราเริ่มต้นจากจุดลงรถ หน้าดิโอลด์สยาม ห้างสรรพสินค้าที่เปิดบริการมาเกือบ 30 ปี โดดเด่นด้วยรูปแบบของการออกแบบตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคาร ด้วยสถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นไทย และศิลปะตะวันตกเข้าด้วยกัน

“ดิโอลด์สยาม” : ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่ด้านนอกขายปืนแต่ด้านในมีสินค้าและบริการมากมาย โดยเฉพาะบริเวณชั้น 3 ของห้างนอกจากจะเป็นศูนย์อาหารแล้ว ยังมีบริการคาราโอเกะ แนวย้อนยุค ที่กลุ่มผู้สูงอายุที่นิยมมารวมตัวกันร้องเพลง เพื่อย้อนรำลึกถึงยุคที่ย่านวังบูรพากำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นในยุคสมัยนั้น นับเป็นหนึ่งพื้นที่รวมกลุ่มของคนในยุคนั้นไว้ได้อย่างดีเลยทีเดียว

 

ใกล้กันก็มี “ร้านออน ล๊อค หยุ่น” ร้านกาแฟเก่าแก่ของย่านวังบูรพาที่มีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี เราก็เคยได้ยินชื่อเพิ่งจะมีโอกาสได้แวะมาก็วันนี้หละค่ะ

“ร้านออน ล๊อค หยุ่น” : ร้านกาแฟโบราณ/ร้านอาหารเช้าเล็กๆ ใกล้ ดิโอลด์สยาม ที่ยังคงรักษารูปแบบของร้านไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้มาสัมผัสบรรยากาศวิถีวัยรุ่นยุคก่อน

เราก้าวเท้าฉับๆ เพื่อเข้าสู่เส้นทางเลาะรอบลานคนเมืองของเรา โดยเส้นทางแรกที่เราเลือกเดินคือถนนศิริพงษ์ซึ่งเป็นถนนที่อยู่ทางทิศตะวันออกของลานคนเมือง สิ่งที่น่าสนใจคือถนนสายนี้แม้จะมีระยะทางไม่ยาวมากนัก แต่กลับมีความหลากหลายของการใช้ที่ดินริมถนนอยู่มาก ถนนเส้นนี้มีทั้งสวนสาธารณะอย่างสวนรมณีนาถ โบสถ์ฮินดู โรงเรียน โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับถนนบำรุงเมืองบริเวณเสาชิงช้า โอบล้อมพื้นที่ทางตะวันออกและทางทิศใต้ของลานคนเมืองเอาไว้  สาเหตุที่เลือกใช้เส้นทางนี้เพราะอยากเดินลัดเลาะสวนรมณีนาถไปสัมผัสสวนสาธารณะที่ถูกดัดแปลงมาจากเรือนจำเก่า

 

“สวนรมณีนาถ” : พื้นที่สวนสาธารณะที่ถูกปรับปรุงพื้นที่จากเรือนจำอายุกว่า 100 ปี เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจให้คนในย่าน โดยยังคงหลงเหลือสภาพของเรือนจำให้ได้เห็นกันทั้งกำแพง ซุ้มประตู และตัวอาคาร แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ตัวพื้นที่ดูน่ากลัวแม้แต่น้อยเพราะพื้นที่ใช้สอยภายในหรือพื้นที่ออกกำลังกาย และลานกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

            เดินออกมาจากสวนมุ่งหน้าไปทางลานคนเมืองไม่ไกลนักเราได้ถือโอกาสแวะชมเทพมณเฑียร(สมาคมฮินดูสมาช) ซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงเรียนภารตวิทยาลัย เพื่อสัมผัสเทพเจ้าอันเป็นที่นับถือของชาวฮินดู ว่ากันว่าคนนิยมมาขอพรเรื่องความรักกันกันที่นี่นะคะ

“เทพมณเฑียร หรือ โบสถ์มณเฑียรเทพ” : แหล่งรวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สมาคมฮินดูสมาชได้ทำพิธีอัญเชิญดินศักดิ์สิทธิ์จากพุทธสังเวชนียสถานที่ และน้ำจากแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดียไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ภายในโบสถ์มีลักษณะเป็นโถงกว้างรายล้อมด้วยเทวรูปรอบทิศทาง

 

ออกจากเทพมณเฑียรข้ามถนนมุ่งหน้าไปทางลานคนเมือง แวะทักทายเสาชิงช้าที่ตั้งตระหง่าอยู่กลางถนนบำรุงเมืองระหว่างลานคนเมืองและวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ก่อนเดินเข้าไปสักการะ"พระศรีศากยมุนี"ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

 

 

“เสาชิงช้า” : เสาสีแดงลักษณะโดดเด่นที่ตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม และลานคนเมือง เดิมถูกสร้าขึ้นบริเวณเทวสถานโบสถ์พราหมณ์เพื่อใช้ประกอบพิธีโล้ชิงช้า ใน พระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวาย ของ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น โบราณสถาน โดยกรมศิลปากร เมื่อปีพ.ศ. 2492

 

 

 

“วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร” : พระอารามหลวงชั้นเอก(ชนิดราชวรมหาวิหาร) เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 และเป็นวัดที่มีมีพระอุโบสถที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย และล้อมรอบด้วยพระพุทธรูป ที่โดดเด่นและเป็นที่พูดถึงอีกอย่างของวัดนี้ก็คือจิตรกรรมฝาผนังจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในอดีตแล้ว ยังมีภาพที่เป็นที่พูดถึงกันเป็นอย่างมากนันก็คือภาพเปรต หรือที่เรียกติดปากกันว่า “เปรตวัดสุทัศ”

 

ออกจากพระอารามหลวงชั้นเอกเราก็ลัดเลาะไปตาม “ถนนตีทอง” ซึ่งอดีตถนนสายนี้เป็นย่านของชุมชนที่มีอาชีพทำทองคำเปลว ฟากตะวันตกของถนนมีซอย ซึ่งยังเหลือชื่อว่าเป็นแหล่งทำทองคือ "ซอยเฟื่องทอง" สิ่งที่น่าสนใจบนถนนเส้นนี้คือตึกรางบ้านช่องที่ยังคงรูปแบบของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ อีกทั้งแทบทุกหลังคาเรือนยังคงทำการค้าริมฝั่งถนนทำให้ถนนสายนี้ดูมีชีวิตชีวาไม่เงียบเหงาจนเกินไป

“ถนนตีทอง” : ถนนที่มีความยาวเพียง 525 เมตร ปัจจุบันเป็นแหล่งรวมร้านค้าเสื้อผ้าเครื่องแบบและยศประดับของข้าราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะทหาร และตำรวจ รวมถึงถ้วยรางวัลต่าง ๆ

ถัดจากถนนตีทองเราก็เลาะเข้าสู่ “ถนนบำรุงเมือง” อีกเส้นทางที่น่าสนใจเพราะนอกจากจะเป็นถนนที่มีชื่อเสียงด้านพระประทาน และเครื่องสังฆภัณฑ์แล้ว ถนนสายนี้ยังมีสถาปัตยกรรมและสถานที่ที่น่าสนใจอย่าง ร้านยาสมุนไพรโบราณ “บำรุงชาติสาสนายาไทย หรือ บ้านหมอหวาน” และตลาดตรอกหม้อ

“บำรุงชาติสาสนายาไทย หรือ บ้านหมอหวาน” : ผลิตภัณฑ์บ้านหมอหวาน ร้านยาสมุนไพรไทย ที่ยังคงไว้ซึ่งสูตรและวิธีการทำยาสมุนไพรแผนโบราณ หากใครเคยดูละครทองเอกหมอยาท่าโฉลง หละก็เราบอกเลยว่าสามารถมาดูวิธีการทำยากลมๆ ห่อทองคำเปลวแบบในละครได้ที่นี้เลยค่ะ

“ตลาดตรอกหม้อ” : ตลาดเช้าย่านใจกลางพระนครที่มีขายทั้งอาหารสด อาหารแห้ง อาหารคาวหวาน ครบจบในตรอกเดียว แต่ในแต่ ตรอกนี้สำหรับคนตื่นเช้าเท่านั้นนะคะ ต้องมาถึงก่อนเที่ยงเพราะใกล้ๆ เที่ยงตลาดจะวายเสียหมดจร้า

จากต้นจนปลายของตลาดตรอกหม้อเราก็เดินมาบรรจบที่ทางเดินไปวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอกที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาล เป็นอีกวัดที่มีความสวยงามและมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน อีกทั้งบริเวณด้านหลังวัดยังมีสุสานหลวง สุสานที่เป็นมากกว่าสุสาน เนื่องจากเป็นสุสานที่มีรูปแบบสถาปัตกรรมที่สวยงามล้ำสมัย ประกอบกับสวนที่บรรจงจัดไว้อย่างสวยงามจนแทบมองไม่ออกเลยว่าที่นี่คือสุสาน

“วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร” : พระอารามหลวงที่มีความสวยงามด้วยลักษณะเด่นด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งมีลักษณะผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก คือ ลักษณะภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทยที่มีโครงสร้างแปลกตาผิดกับวัดอื่นๆ ส่วนภายในออกแบบตกแต่งอย่างตะวันตก เรียกได้ว่างดงามทั้งภายนอกและภายในเลยทีเดียว

“สุสานหลวง” : ตั้งอยู่นอกเขตกำแพงมหาสีมาธรรมจักของวัดติดกับถนนอัษฎางค์ ริมคลองคูเมืองเดิมเป็นที่บรรจุพระอัฐิ (กระดูก) และพระสรีรางคาร (เถ้ากระดูก) มีรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ กันทั้งพระเจดีย์ พระปรางค์ วิหารแบบไทย แบบขอม (ศิลปะปรางค์ลพบุรี) และแบบโกธิค

 

ออกจากสุสานหลวงก็จะพบกับสะพานปีกุล สะพานสีขาวรูปแบบแปลกตาที่ผ่านมาแล้วก็อดหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปไม่ได้ ข้ามสะพานมาก็จะพบกับ อนุสาวรีย์หมู หรือ อนุสาวรีย์สหชาติ ซึ่งตั้งอยู่ริมคลองหลอดซึ่งคั่นระหว่างวัดราชบพิธฯ และวัดราชประดิษฐ์

“สะพานปีกุล” : สะพานสำหรับคนเดินข้าม มีลักษณะเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กสีขาวมีเสาปูน 4 เสา
“อนุสาวรีย์หมู หรือ อนุสาวรีย์สหชาติ” : เป็นอนุสาวรีย์ที่จัดทำขึ้นเพื่อน้อมระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ(พระพันปีหลวง) ในรัชกาลที่ 5 ว่ากันว่า คนที่เกิดปีกุน จะมาไหว้กันเพื่อความเป็นสิริมงคล โชคดี ในหน้าที่การงาน ลาภยศสรรเสริญ ร่ำรวย และความสุขกายสบายใจ

 

ออกนอกเส้นทางมาไกลพอสมควร แต่เมื่อเดินมาแล้วก็ต้องเดินต่อไปโดยเปลี่ยนปรับแผนการเดินทางนิดหน่อยแทนที่จะตัดกลับทางถนนบำรุงเมืองเราก็เดินผ่านถนนอัศดางค์มุ่งตรงไปยังทาง 3 แพร่ง อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยของกินระดับตำนานแทน

 

“แพร่งภูธร” : เป็นแหล่งที่ตั้งของร้านอาหารที่มีชื่อเสียงทั้ง ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ, บะหมี่และเกี๊ยว, ต้มสมองหมู, ข้าวหมูแดง, ข้าวแกงกะหรี่ และสตูว์เนื้อ และไอศกรีม เป็นต้น
“แพร่งนรา” : บริเวณนี้เดิมคือ วังวรวรรณ ภายหลังมีการเวนคืนที่เพื่อทำถนนและปรับเป็นที่อยู่อาศัยในลักษณะห้องแถว สถาปัตยกรรมเด่นในแพร่งนราก็คือ โรงเรียนตะละภัฏศึกษา ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านไม้เก่าประดับด้วยไม้ลายฉลุ เดิมเป็น โรงละครปรีดาลัย น่าเสียดายที่ปัจจุบันมีสภาพชำรุดทรุดโทรมไปมาก
“แพร่งสรรพศาสตร์” : แพร่งนี้มีร้านขายเครื่องดนตรีบริเวณท้ายถนน ต้นถนน(ฝั่งถนนตะนาว)มีประตูแพร่ง ซึ่งนับเป็นสัษลักษณ์สำคัญของแพร่งนี้เลยก็ว่าได้

 

 ครั้นออกจากตรอกสรรพศาสตร์เราก็เลี้ยวซ้ายตรงมายังศาลเจ้าพ่อเสือ ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนถนนตะนาวบริเวณทางสามแพร่ง ที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงต้นปีและตรุษจีน เนื่องจากคนนิยมมาไหว้แก้ชง

 

“ศาลเจ้าพ่อเสือ” : ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่งบนถนนตะนาวคนนิยมมากราบไหว้บูชาขอพร และแก้ชง ลักษณะเด่นของวัดนี้คือภายในจะมีเทพเจ้าหลายองค์ อีกทั้งยังมีการจัดแสดงงิ้วภายในศาลเจ้าอีกด้วย 

ออกจากศาลเจ้าพ่อเสือมุ่งหน้าเข้า “ถนนมหรรณพ” ถนนที่ตัดเชื่อมระหว่างถนนตะนาวและถนนดินสอ นอกจากจะเป็นที่จั้งของวัดมหรรณพารามวรวิหาร ที่มีประประทานร่วง อายุกว่า 700 ปี ประดิษฐานอยู่แล้ว ยังซึ่งเป็นอีกเส้นทางที่อุดมไปด้วยอาหารนานาชนิด แทบคูหาบนถนนเป็นร้านค้าร้านอาหารที่มีชื่อเสียง และมีคนแวะเวียนเข้าร้านไม่ขาดสาย เป็นถนนที่ดูคึกคักมากทีเดียว

“วัดมหรรณพารามวรวิหาร” : พระอารามหลวงชั้นตรี ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 สถาปัตยกรรมภายในวัดมีทั้งแบบไทยและแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน คือหลังคาของพระอุโบสถไม่มีช่อฟ้าใบระกา ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระร่วงทองคำอายุกว่า 700 ปี

 

แน่นอนว่าเมื่อเราเดินตามทางถนนมหรรณพมาเรื่อยๆ เราก็จะเข้าสู่ “ถนนดินสอ” ซึ่งเป็นถนนอีกเส้นที่เราชอบมากเพราะหากเรายืนหันหน้าไปทางลานคนเมืองแล้วมองไปด้านขวามือเราจะเห็นเสาชิงช้าตั้งตระหง่าอยู่หน้าวัดสุทัศน์ฯ หากมองไปทางซ้ายมือจะเห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอยู่ไม่ไกล และสิ่งที่น่าสนใจบนถนนเส้นนี้นอกจากภูมิทัศน์แล้วก็คือถนนดินสอเป็นที่ตั้งของเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 200 ปี อีกทั้งยังเป็นถนนสายที่เรียกได้ว่าเดินมาเถอะค่ะ กี่โมงยามก็ไม่อดแน่นอน

“ถนนดินสอ” : ถนนที่ตัดเชื่อมระหว่างถนนราชดำเนินกลางและถนนบำรุงเมือง เป็นถนนที่มีภูมิทัศน์สวยงาม อีกทั้งยังเป็นถนนที่คึกคักตลอดเส้นทางด้วยร้านค้าร้านอาหารและผู้คนที่แวะเวียนมาไม่ขาดสาย

“เทวสถานโบสถ์พราหมณ์” : เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เป็น โบสถ์พราหมณ์ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2327 แล้วโปรดให้นำพราหมณ์จากภาคใต้ขึ้นมาประจำราชสำนัก เพื่อทำหน้าที่ประกอบพระราชพิธีสำหรับพระองค์และราชอาณาจักร

 

ออกจากโบสถ์พราหมณ์ เราก็เดินไปทางซ้ายไปหยุดตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ปัจจุบันมีอายุราว 80 ปี จะกี่ปีผ่านไปอนุสาวรีย์แห่งนี้ยังเป็นเสมือนศูนย์กลางการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่เสมอ

 

“อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” : สัญลักษณ์ของการปกคลองระบอบประชาธิปไตย ที่แม้เวลาจะผ่านไปกี่ยุคสมัยยังคงเป็นเสมือนศูนย์กลางการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง

 

จากนั้นเราเลือกที่จะตัดเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลางไปยังลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์เพื่อนั่งพักรับลมก่อนเดินต่อไปยังป้อมมหากาฬ ก่อนลัดเลาะเข้าสู่ซอยราชดำเนินกลางใต้เข้าชมความงดงามของโลหะปราสาท ที่ตั้งอยู่ในวัดราชนัดดา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของลานคนเมือง เราใช้เวลาอยู่ในวัดครู่ใหญ่ๆรอแดดร่มลมตกแล้วก็ออกมาสักการะพระพุทธเทววิลาสที่วัดเทพธิดาราม

 

 

“ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์” : ลานสวนกลางแจ้งที่มีลมพัดเย็นสบายคลอดทั้งวัน นอกจากจะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงามในตัวแล้วภูมิทัศน์โดยรอบก็ยังสวยไม่แพ้กันเนื่องจากหากยืนตรงลานสามารถมองเห็นสิ่งปลูกสร้างและสำคัญหลายแห่ง เช่น โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร ป้อมมหากาฬ และพระบรมบรรพต หรือ ภูเขาทอง วัดสระเกศ เป็นต้น

 

“ป้อมมหากาฬ” : ตั้งอยู่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ห่างจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์เพียงถนนกั้น เป็นป้อมที่รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันรักษาพระนคร มีลักษณะรูปแปดเหลี่ยม มีกำแพงล้อมรอบ 2 ชั้น ด้านหลังป้อมถูกปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์จากเดิมเป็นชุมชนให้กลายเป็นสวนสาธารณะขนาดเล็ก

 

“วัดราชนัดดารามวรวิหาร” : วัดที่มีโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบไทย และมีอายุอายุราว 170 ปี ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระประธาน "พระเสฏฐตมมุนี" และในส่วนพระวิหาร มีพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรเป็นประธาน "พระพุทธชุติธรรมนราสพ"

 

“โลหะปราสาท” : โลหะปราสาทแห่งเดียวในโลก ตั้งอยู่ในวัดราชวัดราชนัดดารามวรวิหาร ใกล้กับป้อมมหากาฬ ติดกับลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2492 ลักษณะอาคารเป็นอาคาร 7 ชั้น มียอดปราสาท 37 ยอด ยอดปราสาทชั้น 7 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กลางปราสาทมีลักษณะเป็นช่องกลวง มีบันไดเวียน 67 ให้สามารถขึ้นไปดูทิวทัศน์ด้านบนได้

 

“วัดเทพธิดาราม” : พระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ที่ริมถนนมหาไชย ใกล้วัดราชนัดดา วัดนี้เคยเป็นที่พำนักของสุนทรภู่ เมื่อคราวบวชเป็นพระภิกษุ จึงมีพิพิธภัณฑ์สุนทรภู่อยู่ภายในวัด

 

ออกจากวัดเทพธิดาราม ลัดเลาะมาตาม “ถนนสำราญราษฎร์” ถนนสายสั้นๆที่ข้างทางมีห้องแถวเรียงรายหนาแน่นอีกทั้งยังมีโรงแรมที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นที่เชื่อมระหว่างถนนศิริพงษ์ และถนนมหาไชยนั้นเอง

            จากการลัดเลาะรอบลานคนเมืองของเรานั้น ทำให้เราค้นพบว่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทาง “เดินได้-เดินง่าย-เดินสนุก” แต่ยังเดินไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากถนนในย่านเป็นถนนที่ไม่กวางมากนับ ในบางเส้นทางไม่มีฟุตบาททางเดินเท้าและเราต้องเดินบนถนน หรือบางสายมีฟุตบาททางเดินเท้าไม่สมบูรณ์เป็นหลุมเป็นบ่อ และไม่มีร่มเงาจากต้นไม้หากแต่มีร่มเงาจากตึกสองข้างทางที่ทอดยาวและให้ร่มเงากับเราได้เป็นอย่างดี ในแง่ของความสะดวกสบายและความปลอดภัยอื่นๆนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเนื่องจากบ้านส่วนใหญ่เป็นร้านค้าร้านอาหารที่เปิดบริการแทบตลอดทั้งวัน และในเวลากลางคืนแสงไฟจากร้านค้าร้านอาหารเหล่านี้เองที่เป็นตัวเพิ่มแสงสว่างและความคึกคักให้กับผู้คนที่ผ่านไปมา ซึ่งจากการเดินท่องเที่ยวสัมผัสกับเส้นทางต่างๆรอบลานคนเมืองแห่งนี้แล้ว โดยส่วนตัวคิดว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในแง่ของการท่องเที่ยวสูงมาก และเป็นย่านที่ควรได้รับการสนับสนุน หรือผลักดันให้เกิดเส้นทางเดินเพื่อการท่องเที่ยว หรือพัฒนาไปสู่การเป็นย่าน “เดินได้-เดินดี” ของกรุงเทพมหานครต่อไป