ศาลเจ้าริมน้ำกับ ลูกจีน-เจน Y อย่างฉัน

 



ฉันเป็นคนหนึ่งล่ะ ที่เติบโตมาในสังคมแบบแพ้คัดออก ที่คนส่วนมากยังเชื่อว่า ถ้าสิ่งใดไร้ประโยชน์แล้ว สิ่งนั้นย่อมสลายและหายไปในที่สุด และในขณะเดียวกัน สิ่งใดสูญหายไประหว่างทางก็แปลว่าสิ่งนั้นหมดประโยชน์แล้ว ชีวิตในเมืองสอนให้เราเพลิดเพลินไปกับการ เดินหน้าฉันคิดเล่นๆ ขณะโคลงอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ในเรือข้ามฟาก ราคา 5 บาท ปลอดคน มองเห็นศาลเจ้าเกียนอันเกงตั้งอยู่อีกฝั่ง จุดหมายปลายทางสำหรับวันนี้  เจ้าพระยาเคยเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงกรุงเทพฯ แต่ ช่วงสิบปีหลังมานี่ผู้โดยสาร [เรือด่วนเจ้าพระยา] ลดลงอย่างต่อเนื่องสาเหตุหลักกลับมาจากความห่างเหินกับแม่น้ำของคนเมืองสมัยใหม่พนักงานขับเรือข้ามฟากคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ไว้กับหนังสือ กรุงเทพฯ: ขนส่งทำมือ (Bangkok Handmade Transit) ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าระบบขนส่งทางน้ำของกรุงเทพฯ จะถูกมองว่าล้าหลังแล้วถูกลืม ระบบนี้ไม่ได้ถูกพัฒนามาร่วมสามสิบปีแล้ว มันจะตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นเราได้อย่างไร? (กรุงเทพฯ: ขนส่งทำมือ) แต่โดยส่วนตัว ฉันไม่ได้หลงลืมแม่น้ำเพียงอย่างเดียว รากเหง้าของตัวเองก็ไม่ต่างกัน ฉันรู้ว่าครึ่งหนึ่งของฉันเป็นเชื้อสายจีน ถ้าย้อนกลับไปรุ่นทวด พวกเขาหอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากอยู่ที่อีสาน เคยได้ยินเรื่องราวจาก “ผ่อ” (ภาษาจีนแปลว่ายาย) ว่าการเป็นคนจีนในเมืองไทยสมัยก่อนนั้นไม่ง่าย เพราะโดนดูถูกเหยียดหยาม ตลาดคนจีนกับคนไทยก็แยกกัน เพราะคนไทยไม่ซื้อของจีน ตอนนี้ นอกจากคำที่ใช้เรียกคนในครอบครัว อย่าง ป่าป๊า หม่าม้าและการรับอั่งเปาช่วงตรุษจีนแล้ว ฉันได้ทิ้งความเป็นจีนไว้ข้างหลังไปเรียบร้อย เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ใครมาทักว่าเป็นคนจีนจะโกรธมาก เราต้องมองไปข้างหน้าผ่อบอกไว้ ประชากรไทยสิบเปอร์เซ็นต์มีเชื้อสายจีนอย่างฉัน ไม่รู้พวกเขารู้สึกเช่นเดียวกันไหม แต่สองเหตุปัจจัยนี้ ทำให้การนั่งเรือข้ามเจ้าพระยาฯ มาเยี่ยมศาลเจ้าเกียนอันเกง ที่ตั้งอยู่หน้าฉันในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดจะทำ


 



 
ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกใน พ.. อะไร แต่คาดว่าศาลเจ้าดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ถูกสร้างขึ้นโดยคนจีนที่อพยพตามพระเจ้าตากสินฯ มาหลังอยุธยาฯ เสียกรุงครั้งที่สอง เป็นที่มาของชื่อชุมชน กุฎีจีนหรือ กุฎิ-จีนนั่นเอง เพราะเคยมีภิกษุจีนพักอยู่ที่ศาลเจ้า ช่วงรัชกาลที่สาม ตระกูลชาวไทยเชื้อสายจีนที่เก่าแก่อย่างตันติเวชกุลและสิมะเสถียร พร้อมการสนับสนุนจากครอบครัวพ่อค้าชาวจีนอื่นๆ ในมณฑลฮกเกี้ยน ได้มาร่วมกันบูรณะศาลเจ้าแห่งนี้ และอยู่คู่ศาลเจ้าสืบมาถึงปัจจุบัน ลูกหลานของตระกูลสิมเสถียรยังคงรับหน้าที่ดูแลศาลเจ้าแห่งนี้ต่อเป็นรุ่นที่สี่สืบมา วันนี้ฉันได้รับเกียรติมาพูดคุยกับพี่ด้วง คุณบุณยนิธย์ สิมะเสถียร ผู้สืบทอดการดูแลศาลเจ้าคนปัจจุบัน พูดอีกอย่างว่าหน้าที่ของเขาคือการทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ถูกลืม
 


ความทรงจำจากอดีต สู่บทบาท ณ ปัจจุบัน

ความทรงจำของพี่กับศาลเจ้าแห่งนี้มันเยอะแยะไปหมด แต่ความทรงจำตั้งแต่ตอนเด็กๆ เลย คือเราก็จะเล่นกันอยู่ที่ลานข้างหน้านี่ ลิงชิงหลักหรืออะไรแบบนั้น ครอบครัวตันติเวชกุลที่อยู่อีกฝั่งของศาลเจ้าก็เป็นเพื่อนกัน บางทีก็วิ่งขึ้นไปเล่นที่บ้านเขา วิ่งไล่กันไป หรือซ่อนแอบตามมุมต้นไม้ อันนั้นคือความสนุกสนานในวัยเด็ก แต่ก่อนพื้นตรงนี้เป็นหิน เวลาหกล้มก็จะหัวเข่าแตกไปเลย (ยิ้ม)


ศาลเจ้านี้ตกทอดมาตามลำดับ บางช่วงที่เราว่างจากการเรียนหรือการทำงาน เราก็ได้เรียนรู้ แล้วตอนนี้ก็ตกมาถึงรุ่นพี่ พี่ดูแลเต็มตัวแล้วตั้งแต่คุณพ่อเสียไป และก็มีจ้างคนมาเฝ้าและทำความสะอาดด้วย แต่พี่ไม่ได้มีความรู้มากมายในเรื่องพิธีกรรมอะไร เพราะไม่ได้เคยคิดว่าจะมาดูแลศาลเจ้าแห่งนี้มาก่อนพี่ด้วงเกริ่น


 
วันนี้ ที่บ้านหันหน้าเข้าถนนแทนแม่น้ำ

เมื่อพูดคุยกับพี่ด้วงมากขึ้นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในชุมชนที่เขาสังเกตเห็น ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ในฐานะคนที่เกิดและโตขึ้นในชุมชนแห่งนี้โดยแท้ จับใจความได้ไม่ยากว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและแม่น้ำลำคลองละแวกนี้ลดลงไป ตามจำนวนถนนที่เพิ่มขึ้น ทว่าศาลเจ้าแห่งนี้ยังคงมีความผูกพันธ์กับแม่น้ำในมิติที่เราคาดไม่ถึง ประเพณีเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในสายใยระหว่างชุมชนและแม่น้ำไม่กี่เส้นที่ยังคงเหลืออยู่


เมื่อก่อนมันเป็นชุมชนแบบอดีต คลองจะกว้างกว่านี้ ในรุ่นคุณพ่อ คุณปู่ก็สามารถแล่นเรือไปจีบสาวได้ (ยิ้ม) ถนนเข้ามาถึงแค่หน้าซางตาครู้ส ตรงตลาดนกกระจอก จะมีสะพานไม้ มีคลองเชื่อมกัน ระหว่างคลองกุฏีจีนกับคลองวัดกัลยาณ์ ชีวิตก็จะเป็นแบบกึ่งสวนกึ่งอยู่อาศัย เป็นการอยู่อาศัยแบบร่มเย็น จนกระทั่งพี่อยู่สักมัธยมหนึ่งเขาก็ทำถนน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ก็จะมีตึกแถวผุดขึ้น คนภายนอกก็เข้ามาเยอะขึ้น วัดต่างๆ จากที่รถเข้าไม่ถึง พอรถมาก็ต้องมีที่จอดด้วย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป บ้านที่เก่าแก่จริงๆ ตอนนี้เก็บเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ เพราะส่วนมากจะเป็นคนแก่ที่ล้มหายตายจากไป รุ่นลูกหลานก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วเพราะการเข้าออกมันไม่สะดวก การมีถนนก็ทำให้คนนอกเข้ามา ทำให้รถติดเพิ่มขึ้นในชุมชน

 

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับศาลเจ้ายังเหนียวแน่น

ในเดือนเก้า ที่นี่จะมีเทศกาลการกินเจ จะมีวันนึงที่ต้องไปลอยกระทงด้วย เป็นการบอกสัมภเวสีที่อยู่ในน้ำว่าวันไหนเราจะมีไหว้ให้เค้า แล้วก็จะมีการไหว้กลางแจ้งด้วย ประเพณีของเราคือเราจะมาไหว้ที่นี่ แล้วค่อยลงเรือไปลอยกระทงที่ตลาดน้อย มีศาลเจ้าอีกแห่งอยู่ที่นั่น และเมื่อเขามีการลอยกระทง เขาก็จะมาลอยที่ศาลเจ้าของเราเช่นกัน เป็นการแลกเปลี่ยนแบบนี้มานานแล้ว และสำหรับอีกส่วนหนึ่งของเทศกาล เราก็จะต้องไปรับเจ้ากิ้วอ๊วงฮุกโจ้วมาเป็นประธานในวันแรกของเทศกาล และส่งท่านกลับในวันสุดท้ายที่ริมน้ำ เจ้าแห่งเทศกาลการกินเจองค์นี้ท่านอยู่บนสวรรค์นั่นแหละ แต่เนื่องจากว่าบรรพบุรุษของคนจีนในประเทศไทยเดินทางมาที่นี่ทางน้ำ เวลาไปรับหรือไปส่งท่านขึ้นสวรรค์เราเลยไปส่งริมน้ำด้วย ริมน้ำที่เราเคยเดินทางจากเมืองจีนและมาขึ้นฝั่งที่นี่

 


 
อะไรคือสิ่งที่ทำให้พี่ด้วงอยากจะดูแลศาลเจ้าแห่งนี้และไม่ย้ายออกไปไหนคะ? เพราะพี่ด้วงจะส่งต่อหน้าที่นี้ให้พี่น้องคนอื่นก็ทำได้

เรื่องมอบหมายให้พี่น้องนี่ยังไม่ยาก บางคนเขาถามว่าทำไม่พี่ไม่จ้างคนอื่นเข้ามาดูแลหละ แบบจ้างทีมมาบริหารศาลเจ้า บรรพบุรุษของเราได้รวบรวมเงินกันมาจากหลายตระกูล เพื่อมาสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ ด้วยความตั้งใจที่จะให้เป็นที่เคารพกราบไหว้ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวจีนที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เมื่อบรรพบุรุษของเราเป็นผู้หนึ่งในการร่วมกันสร้าง เราก็ต้องดูแลรักษาไว้ให้ได้ตามเจตนารมณ์ ที่มาตั้งแต่อดีตที่ยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน 

และเหนือกว่าสิ่งนั้นก็คิดว่า เราเป็นคนที่มีบุญที่ได้มาดูแล น้อยคนจะได้รับโอกาสนี้ เพราะนี้เป็นศาสนสถานที่ให้คนมากราบไหว้ หลายคนมาที่นี่เพราะมีความทุกข์


 

(รายชื่อผู้ที่เคยบริจาคทุนทรัพย์ให้แก่ศาลเจ้าเกียนอังเก๋ง)
 
คิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการดูแลศาลเจ้าแห่งนี้คะ?

การเกื้อกูลกันในย่านนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะบ้านของเราอยู่ใกล้กัน อย่างเช่น เวลาเราไหว้เจ้าแล้วมีใครส่งเสียงเอะอะหรือมีเสียงเพลงดังๆ ลอยมา คนก็จะมองเป็นตาเดียวกัน (หัวเราะ)

 


 


 
แล้วสมัยนี้ ใครเป็นคนมาร่วมพิธีกรรมต่างๆ ของศาลเจ้าคะ?

คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนนี้ส่วนมากตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้ว ลูกหลานก็อาจจะไม่ได้สนใจ แต่คนที่มาร่วมคือคนจากนอกชุมชนที่อาจจะมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่ พ่อแม่พามา แล้วถึงแม้ปัจจุบันพ่อแม่เขาจะไม่อยู่แล้ว ลูกก็ยังมาต่อ เพราะมีความผูกพันธ์



 


 


 

คนรุ่นใหม่ คนเจน Y หลายคนอาจมองว่าศาลเจ้านี่เป็นที่เชยๆ ไกลตัว ไม่ได้มีประโยชน์กับเขาแล้ว พี่ด้วงรู้สึกอย่างไรกับทัศนคติแบบนี้คะ?

จะตอบว่ายังไงดี... พี่ไม่ได้สัมผัสกับทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนทั่วไป แต่ได้สัมผัสทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มาแล้ว อันนั้นเราได้สัมผัสส่วนหนึ่งว่าเค้ามีความรู้สึกอย่างไร หลายๆ คนที่มาไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศหรือความเป็นศาลเจ้ามาก่อน พอเค้ามา เค้าก็รู้สึกว่า เออ จริงๆ แล้วมันก็ยังเป็นศูนย์รวมของจิตใจของผู้ที่นับถือมหายานอยู่ ยังคงมีคนที่เคารพและยังมาไหว้อยู่ พอได้มาสัมผัสตรงส่วนนี้แล้ว มันจะเกิดความเข้าใจ จากที่ไม่รู้เลย ก็ได้มาเห็น บางคนก็ชื่นชมมากกับการเก็บรักษาความตั้งใจของบรรพบุรุษของเราเอาไว้



พี่ด้วงพาเดินชมรอบๆ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จากอดีตยังคงถูกเก็บเอาไว้อย่างสมเกียรติ แบบไม่หลงลืมหรือกลืนเข้าไปกับสิ่งใหม่ๆ ก่อนลากลับ ฉันหันไปที่ศาลเจ้า ส่วนศาลเจ้ายังคงหันเข้าหาแม่น้ำ วันนี้เราเดินทางมาที่เก่าๆ ด้วยวิธีเก่าๆ แต่กลับได้มุมมองใหม่ๆ จริงอยู่ หลายอย่างที่ไม่มีประโยชน์แล้วจะถูกลืม แต่ถ้าเรามองเห็นคุณค่าใหม่ๆ ในสิ่งเดิมๆ เราคงเริ่มคิดถึงมัน