วิถีชีวิตริมทางและแผงลอยของ Victor Hazan

ในเดือนเมษายนนี้ UddC ได้มีโอกาสต้อนรับ Victor Hazan นักศึกษาปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์และผังเมืองจาก École nationale des travaux publics de l'État เมืองลียงประเทศฝรั่งเศสเข้าฝึกงานกับศูนย์ฯเป็นเวลา 5 เดือน Victor มีประสบการณ์และความสนใจเกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะและ “Street Life” และจะมาฝึกงานในตำแหน่ง Urban Researcher (นักวิจัยเรื่องเมือง) กับโครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี (GoodWalk Thailand) เรียกได้ว่าการเข้ามาฝึกงานของ Victor นี้ประจวบเหมาะมากๆ กับที่ทางรัฐบาลกำลังมีนโยบายกวาดล้างร้านค้าแผงลอยต่างๆบนพื้นที่สาธารณะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เติบโตมาในกรุงเทพฯ เมืองที่บีบีซียกให้เป็นเมืองหลวงแห่งร้านค้าแผงลอย ความสนใจของเขาเกี่ยวกับร้านค้าริมทางเหล่านี้ก็มีรากเหง้าที่ลึกซึ้งกว่าคนกรุงเทพฯ บางคนเสียอีก หวังว่าผู้อ่านจะรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของผู้ชายอายุ 22 ปีคนนี้ และเป็นกำลังใจให้เขาใน 5 เดือนที่จะได้มาร่วมงานกับ UddC

........

ช่วยแนะนำตัวเองนิดนึงค่ะ

หมายถึงว่าจะให้ผมแนะนำตัวอย่างเป็นทางการใช่ไหม? (หัวเราะ)

 

ใช่ค่ะ หรือคุณจะพูดถึงเรื่องความสนใจส่วนตัวของคุณด้วยก็ได้!

ผมเป็นนักศึกษาปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์และผังเมืองจาก École nationale des travaux publics de l'État เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ผมสนใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนเมืองตามท้องถนนในทุกรูปแบบ ที่สาธารณะริมทาง รวมถึงร้านค้าแผงลอยต่างๆ ข้างทางด้วย โดยเฉพาะท้องถนนในประเทศกำลังพัฒนา

 

ทำไมเรื่องเหล่านี้ถึงน่าสนใจสำหรับคุณล่ะคะ?

อืม...อาจจะเป็นเพราะผมมีความเห็นว่าผังเมืองเป็นทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐและพลังประชาชน และวิถีชีวิตริมทาง ถนน และ ทางเท้า เป็นที่ๆ ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างภาคส่วนต่างๆของเมืองปรากฏขึ้น

แต่ผมก็มีความสนใจเกี่ยวกับอย่างอื่นด้วยนะ (ยิ้ม) ผมสนใจเกี่ยวกับศิลปะ พวก digital art ดนตรี และสิ่งแวดล้อมด้วย

 

 

Digital art คืออะไร อธิบายเพิ่มเติมได้ไหมคะ?

Digital art เป็นงานศิลปะที่สร้างสรรค์ผ่านสื่อดิจิตอล บางที่ก็เป็นภาพถ่ายหรือวีดีโอ และบางทีวีดีโอเหล่านี้ก็ถูกนำไปฉายในพื้นผิวที่ไม่เรียบและในที่ๆเราไม่คุ้นชิน เช่นที่เมืองลียง เรามีงานศิลปะประจำปีเกิดชื่อFête des Lumières เดิมทีงานนี้เป็นงานประเพณีประจำเมือง เป็นการเทิดทูนพระแม่มารีที่ปกป้องดูแลรักษาเมือง แต่ในปัจจุบัน มันพัฒนาขึ้นมาเป็นงานศิลปะที่ทำจากแสงและสีต่างๆ และที่โบสถ์St. Jean ซึ่งเป็นโบสถ์สำคัญของเมือง ก็จะมีการฉายแสงและสีต่างๆลงไปที่ตัวอาคารของโบสถ์ ทำให้เกิดภาพในมิติใหม่ๆที่น่าสนใจมากๆเลยครับ

 

มีความสนใจส่วนตัวอะไรอีกที่คุณอยากจะเล่าถึงคะ?

ผมชอบที่จะศึกษาเกี่ยวกับ Circular Economy ชอบค้นคว้าว่าทำอย่างไรการพัฒนาเมืองของเราถึงจะยั่งยืน ยกตัวอย่างเช่นในฝรั่งเศส คนเมืองจำนวนมากดื่มกาแฟ และกากกาแฟจากร้านต่างๆมักถูกทิ้งไป แต่มีบริษัทแห่งหนึ่งที่นำกากกาแฟนี้มาใส่ในถ้ำสังเคราะห์เพื่อเพาะเห็ดจากมัน ผมคิดว่าไอเดียใหม่ๆ เหล่านี้น่าสนใจมาก


ในด้านสิ่งแวดล้อม อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงของเมือง (Risk Management) อันที่จริงแล้วผมคิดว่าความร้ายแรงของภัยพิบัติต่างๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นของภัยทางธรรมชาติเสียทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละเมืองมีระบบจัดการกับเหตุการณ์เหล่านี้อย่างไร และมีการเตรียมตัวที่ดีพอหรือไม่ คนในเมืองมีความระมัดระวังและตระหนักแค่ไหนเกี่ยวกับภัยพิบัติเหล่านี้ และรู้จักวิธีการรับมือกับมันในเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ ที่มากไปกว่านั้นคือเราต้องทำความเข้าใจด้วยว่าอะไรคือแรงผลักดันทางสังคม (Social Forces) ที่ทำให้คนบางกลุ่มต้องตัดสินใจอาศัยอยู่ในพื้นที่ๆมีความเสี่ยงสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ เช่น ชุมชนแออัดต่างๆ ที่ง่ายต่อการถูกไฟไหม้และได้รับผลกระทบมากหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น โดยรวมแล้ว ในใบสมัครงานของผม ผมเขียนเอาไว้ว่าผมสนใจเรื่องเกี่ยวกับเมือง สิ่งแวดล้อม digital art และ ดนตรี ผมชอบที่จะผสมผสานความสนใจทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน

 

มาพูดถึงงานของคุณที่กรุงเทพฯกันบ้าง ทำไมกรุงเทพฯถึงน่าสนใจสำหรับคุณ? ทำไมคุณถึงเลือกที่จะมาศึกษาเกี่ยวกับเมืองนี้?

มันเริ่มต้นจากความสนใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของผู้คนข้างทางและแผงลอยของผม ซึ่งเริ่มขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้เมื่อปีที่แล้ว ผมได้เห็นแผงลอยและชีวิตของผู้คนข้างทางจากที่นั่น ประสบการณ์นั้นทำให้ผมรู้สึกอยากจะเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องนี้

ประเทศไทยเองก็มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับร้านค้าแผงลอยและ street food และสิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมี “วัฒนธรรมริมทาง ที่น่าศึกษามาก ในตอนแรกอาจารย์ของผมบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่เธอจะสามารถลงไปศึกษาเรื่องเหล่านี้ได้ในประเทศที่เธอไม่คุ้นชิน แต่โชคดีที่ผมได้เจออาจารย์นิรมล กุลศรีสมบัติ และได้รู้จักกับUddC ผมเลยถือโอกาสขอมาฝึกงานและเขียนวิทยานิพนธ์

 


 ทำไมการเรียนรู้เกี่ยวกับร้านค้าแผงลอยริมทางเหล่านี้ถึงสำคัญสำหรับคุณ?

เพราะในความคิดของผม หากเราขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับบทบาทต่างๆของแผงลอยในสังคมไทย เราจะไม่สามารถพัฒนามาตรการและนโยบายเกี่ยวกับแผงลอยที่มีประสิทธิผลและลงตัวได้เลย  เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่าร้านค้าแผงลอยเหล่านี้มีกระบวนการๆทำงานอย่างไร และมีความสัมพันธ์แบบไหนกับคนกลุ่มไหนบ้าง (Social Infrastructure)

ในงานวิจัยนี้ ผมจะพยายามไม่สอบถามข้อมูลจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเดียว แต่อยากจะเข้าไปสัมผัสมุมมองและชีวิตของผู้ประกอบการแผงลอยด้วย



คุณเล่าว่าคุณหลงรักที่จะศึกษาวิถีชีวิตริมทางเมื่อตอนที่คุณได้ไปอยู่ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งที่ความจริงเมืองลียงและประเทศฝรั่งเศสเองก็เต็มไปด้วยท้องถนนที่มีชีวิตและผู้คน อะไรคือความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตของผู้คนบนท้องถนนในสองประเทศนี้?

ความแตกต่างที่สำคัญคือพลังชีวิตของถนนเหล่านี้ ในประเทศฝรั่งเศส ผมรู้สึกว่าเรามีกฎกติกาเกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะเยอะเหลือเกิน ทำให้สภาพแวดล้อมเมืองเป็นที่ๆ ค่อนข้างสงบและอยู่ตัว กฎเหล่านี้สร้างความรู้สึกปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าเมืองในประเทศตะวันตกเป็นที่ๆถูกปิดกั้นจากความเปลี่ยนแปลง

แต่ที่แอฟริกาใต้ ผมได้เห็นชาวบ้านบางคนทุบห้องนั่งเล่นของบ้านเขาออกมาให้ทะลุกับถนน แล้วเปลี่ยนห้องนั่งเล่นนั้นเป็นร้านค้าริมทาง สำหรับผมแล้ว นี่เป็นการสร้างความหมายและคุณค่าใหม่ๆ ให้กับเมือง โดยที่ประชาชนเป็นผู้ผลักดันเอง ไม่ใช่รัฐบาล ผมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ

 

มันจะดีไหมถ้าผู้คนในฝรั่งเศสสามารถทะลายกำแพงบ้านของตัวเองลงมา แล้วเปิดร้านค้าข้างทาง?

อืม เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ผมรู้สีกว่าผมเลือกไม่ถูกระหว่างความมั่นคงของเมืองต่างๆ ในประเทศตะวันตกกับพลังชีวิตที่ล้น เหลือของเมืองในประเทศตะวันออก ทั้งสองอย่างมีข้อจำกัดในตัวเอง พลังชีวิตที่มากเกินไปก็สามารถสร้างปัญหาได้ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับดีกรีและความเข้มข้นของกฎกติกาและพลังงานของเมือง ผมก็กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับทุกๆ อย่างอยู่เหมือนกันและไม่ได้มีคำตอบทั้งหมด (ยิ้ม) แต่ผมคิดว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประชาชนและพื้นที่ริมทาง เป็นสิ่งที่ประเทศทางฝั่งตะวันตกเรียนรู้ได้จากเมืองในประเทศตะวันออก

 

อะไรคือขั้นตอนต่อไปในงานของคุณ?

ในโลกของวิทยาศาสตร์และการวิจัย เราเคยเชื่อว่าเราต้องทำทุกอย่างด้วยเหตุและผลเท่านั้น เราพยายามไม่นำอารมณ์และมุมมองส่วนตัวของเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับการวิจับ (Objective Viewpoint) แต่ในวันนี้ ทุกคนก็ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆว่าอันที่จริงแล้วการวิจัยแบบ objective นั้นไม่มีอยู่จริง ในการวิจัยทุกอย่าง ผู้ที่ทำวิจัยนั้นมีมุมมองเฉพาะตนที่ไม่สามารถแยกออกจากงานของเขาได้ทั้งหมด (Cognitive Bias) ในการวิจัยครั้งนี้ ผมเองก็ต้องรับรู้ถึงความไม่เป็นกลางของมุมมองของผมเช่นกัน และผมก็ต้องถ่อมตัวด้วยเพราะอันที่จริงแล้วแม่ค้า-พ่อค้าแผงลอยที่ผมจะไปสัมภาษณ์รู้อะไรเยอะกว่าผมมาก

 


คุณคิดว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดใน5เดือนนี้?

ผมกังวลว่า เนื่องจากผมพูดภาษาไทยไม่ได้ การสอบถามรายละเอียดจากผู้ประกอบการแผงลอยอาจเป็นเรื่องยาก แต่นั่นก็หมายความว่าผมต้องสื่อสารและทำงานกับทีมงานของ UddC ให้ได้ดี ทำอย่างมีประสิทธิภาพ ผมต้องพยายามอธิบายความคิดของผมและแนวทางการดำเนินงานต่างๆให้ชัดเจน

 

ไม่แน่คุณอาจจะเข้าใจภาษาไทยในเร็วๆนี้ก็ได้!

ใช่ ผมอาจจะพูดคล่องเลยก็ได้ ตอนนี้ผมก็พูดประโยคง่ายๆได้แล้ว เช่น สวัสดีครับ ผมชื่อวิคเตอร์ และ ขอบคุณ (หัวเราะ)

 

อะไรคือสิ่งที่คุณจะคิดถึงมากที่สุดจากเมืองลียงและปารีส?

ชีส (หัวเราะ) แต่อันที่จริง ผมคงไม่ได้คิดถึงอะไรมากมายหรอก อย่างปีที่แล้วที่ผมไปใช้ชีวิตอยู่ที่แอฟริกาใต้ ผมก็ไม่ได้คิดถึงอะไรเป็นพิเศษ แต่ในปีที่แล้ว ประเทศผมเจอปัญหาหลายเรื่อง ซึ่งมันก็ทำให้ผมคิดถึงบ้านอยู่เหมือนกัน ถ้าสถานการณ์ที่ประเทศของผมไม่สู้ดีนักในระหว่างที่ผมอยู่ที่นี่ด้วย ผมก็อาจจะรู้สึกเหมือนกันว่าผมอยู่ไกลบ้านเหลือเกิน

 

คุณวางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง?

ผมก็มีคำถามเดียวกัน (หัวเราะ) ตอนแรกผมเลือกไม่ถูกว่าผมจะทำงานในฝรั่งเศสหรือทำงานในต่างประเทศ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมอยากจะทำงานในต่างประเทศ แต่เมื่อต้องการทำงานในต่างประเทศแล้วก็ต้องมาเลือกอีกว่าจะไปที่ไหนและทำงานกับองค์กรแบบไหน (ยิ้ม) โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าผมอยากทำงานกับองค์กรที่ถูกขับเคลื่อนโดยคนจากประเทศนั้นๆ แต่ผมก็มีคำถามอื่นๆอีก เช่นผมควรจะทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีในการวางผังเมือง หรือในด้านการเมืองและการปกครอง? นี่ก็เป็นสิ่งที่ผมกำลังพยายามหาคำตอบให้กับตนเอง

-------------------------

หลังจากบทสนทนาของเราสิ้นสุดลง ฉันเริ่มพิมพ์ทุกสิ่งทุกอย่างลงไปบนหน้าจอและเปลี่ยนคำพูดของVictorเป็นตัวอักษร ฉันสังเกตเห็นว่า ถึงแม้Victorจะกำลังศึกษาเรื่องวิศวกรรม บทสนทนาของเราแทบไม่ได้พูดถึงเรื่องวิศวกรรมศาสตร์อย่างที่ฉันเข้าใจเลย เมื่อมีโอกาสพูดคุยกับเขาอีกครั้ง ฉันถามเขาว่าทำไมคุณถึงไม่พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับวิศวกรรมเลย Victor ตอบฉันว่า อันที่จริงแล้ววิศวกรรมเป็นเรื่องของการวางระบบและการจัดการระบบ ในขณะที่วิศวกรโยธามีหน้าที่วางรากฐานโครงสร้างต่างๆ Victor จำกัดความตัวเองว่าเขาเป็น “วิศวกรสังคม” (Social Engineer) ที่สามารถช่วยวางรากฐานทางสังคมได้ ผ่านการศึกษาเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆของเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆในเมือง

 

แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาเป็นมากกว่านักผังเมือง วิศวกร หรือนักวิจัย เหมือนกับที่ทางเท้าที่เต็มไปด้วยแผงลอย เป็นมากกว่าทางเดินที่รกเลอะเทอะนั่นแหละ

 


 

 

โครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวแรกสู่การเปลี่ยนเมือง