บทบาทของย่าน La Part-Dieu กับการพา Lyon สู่เมืองชั้นนำในยุโรป

คงปฏิเสธไม่ได้ว่ายุโรปเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักเดินทางหลายๆคน หรือยิ่งไปกว่านั้นคือความฝันที่จะใช้ชีวิตภายหลังเกษียณ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านสภาพอากาศ ธรรมชาติ ผู้คน ตึกรามบ้านช่องที่ดูสวยงามไปซะหมดเหมือนยกออกมาจากเทพนิยาย หรือหลายคนอาจมองไปถึง คุณภาพชีวิตที่ดีที่หาได้ยากเหลือเกินในบ้านเมืองเรา ที่จริงแล้วใครกันที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่ รัฐ เอกชน หรือประชาชนทุกคน อ่านมาถึงจุดนี้อย่าพึ่งด่วนสรุปถอดใจเพราะเมืองที่ดีคงไม่ได้มาเพราะความบังเอิญแน่นอน 

        จากสถิติปี 2015 องค์กรที่ปรึกษา    ชั้นนำอย่าง PwC ได้จัดอันดับให้เมืองLyon เป็นเมืองที่น่าดึงดูดสำหรับผู้มาเยือนที่สุดในฝรั่งเศส[1] สามารถเอาชนะเมืองคู่แข่งสำคัญอื่นๆ อาทิ Paris Toulouse Bordeaux ยิ่งไปกว่านั้น ในปีเดียวกันการจัดอันดับเมืองที่น่าอยู่อาศัยที่สุดยังจัดอันดับให้ Lyon ติดอันดับที่ 16 ของเมืองในทวีปยุโรป[2] ยังไม่นับสถิติด้านเศรษฐกิจและการลงทุนอื่นๆอีกมากมายที่เมืองนี้ถูกจัดอันดับให้ใกล้เคียงสูสีกับเมืองชั้นนำอื่นๆในทวีป


(ภาพถ่ายย่าน La Part-Dieu ที่มา www.lyonmag.com)

 

หนึ่งในโครงการสำคัญที่สร้างการเติบโตและพัฒนาอย่างก้าวกระโดดให้เมืองคือโครงการพลิกฟื้นย่านเก่าแก่ด้านพาณิชยกรรมอย่างย่าน LaPart-Dieu    ที่ริเริ่มครั้งแรกในช่วงปี 2007-2009 ผ่านการผลักดันอย่างต่อเนื่องของนักการเมืองคนสำคัญ Gérard Collomb(ตำแหน่งปัจจุบัน President of the Lyon metropolis) และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐต่างๆผ่านการทำงานตลอดจนการเกิดขึ้นของบรรษัทพัฒนาเมือง Société Publique Locale(SPL) หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบและบริหารจัดการโครงการโดยตรง

องค์กร Société Publique Locale หรือเรียกย่อๆว่า SPL คือหน่วยงานที่ร่วมกันก่อตั้งในปี 2014 ถือหุ้นโดย Lyon City และ Metropole de Lyon (เทียบกับบ้านเราก็เปรียบกับหน่วยงานระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ทำหน้าที่ที่ปรึกษาและบริหารจัดการด้านการออกแบบวางผัง การลงทุน การประชาสัมพันธ์โครงการต่อสาธารณชน ทั้งเอกชนที่สนใจมาลงทุนในโครงการและที่สำคัญทำความเข้าใจและรับฟังความต้องการของชาวเมืองและประชาชนในพื้นที่ ดูแลพื้นที่สำคัญขนาด 1.77 ตารางกิโลเมตรอย่างโครงการ La Part-Dieu ที่ได้เกริ่นข้างต้น

 


(ภาพจำลองการพัฒนาย่านในช่วงปี 2020-2025)
ที่มา www.onlylyon.com


         
แต่ทำไมต้องพื้นที่นี้ ย่านนี้สำคัญอย่างไร ?บริเวณ La Part-Dieu เป็นย่านพาณิชยกรรมเก่าแก่ที่ถูกพัฒนาฟื้นฟูมาตั้งแต่ช่วงปี  1960-1970 โดยความหาญกล้าของหน่วยงานท้องถิ่นในการนำค่ายทหารเก่าที่อยู่ใจกลางเมืองติดกับสถานีรถไฟกลาง (Gare de Lyon Part-Dieu) และด้วยทำเลที่ห่างจากศูนย์กลางเมืองเพียง 1.8 กิโลเมตรมาพัฒนาเป็นย่านที่อยู่อาศัยขนาด 2,600 ยูนิตสำหรับประชาชนทั่วไป หลังจากนั้นพื้นที่ขนาด 334 เอเคอร์ หรือ 1.35 ตร.กม. (พื้นที่ก่อนจะเพิ่มขอบเขตและดูแลโดย SPL) ได้ถูกจัดสรรแบ่งโซนและพัฒนาโครงการอื่นๆต่อเนื่องอีกมากมายเช่น ศูนย์กลางธุรกิจ ศูนย์ราชการ (ปัจจุบันมีที่ตั้งของออฟฟิศ Cité administrative d'Etat de Lyon) พื้นที่พาณิชยกรรมและศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ พื้นที่เชื่อมต่อการเดินทางรูปแบบต่างๆ และพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ของเมือง

 
 
(ภาพจำลองย่านพาณิชยกรรม ที่มา
www.lyon-partdieu.com)

 

              ช่วงปี 2007 ที่ปรึกษาด้านเมือง Bernard Badon และคณะทำงานร่วมของท้องถิ่นได้ตระหนักว่าพื้นที่ La Part-Dieu ถูกพัฒนาจนถึงจุดอิ่มตัวด้วยกรอบการออกแบบตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 60-70 ทำให้พื้นที่ปัจจุบันเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมีประชากรเดินทางผ่านตัวสถานีหลักกว่าวันละ 120,000 คน มีพื้นที่สำนักงานในย่านกว่า 900,000 ตารางเมตร (ปัจจุบันแตะระดับ 1.1 ล้านตารางเมตร) สำหรับธุรกิจภาคบริการ บริษัท  ที่ปรึกษา และสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของบริษัทชั้นนำต่างๆของโลก จนปัจจุบันเกิดการจ้างงานกว่า 56,000 ตำแหน่ง จนหลายคนนำพื้นที่นี้ไปเปรียบเทียบกับย่านธุรกิจอย่าง La Défense ในมหานครปารีส ด้วยความสำคัญของพื้นที่ที่กล่าวมาทั้งหมดในลักษณะย่านธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ระดับประเทศแต่เป็นระดับภูมิภาค เป็นพื้นที่สัญจรของผู้คนในเมือง และเปรียบเสมือนประตูสู่Lyon สำหรับนักเดินทาง ประกอบกับปัจจัยด้านโอกาสและความท้าทายของภูมิภาคและพื้นที่อื่นๆของโลก ทำให้คณะทำงานท้องถิ่นเห็นว่า Lyon ไม่สามารถปล่อยการพัฒนาให้หยุดนิ่งเพียงเท่านี้ จนกระทั่งปี 2009 Gérard Collomb และคณะทำงานท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ และหน่วยงานในระดับประเทศ ได้ร่วมกันประกาศภารกิจโครงการฟื้นฟูย่าน La Part-Dieu กรอบระยะเวลาตั้งแต่ปี ค..2010-2030 ด้วยแผนการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนกว่า 2.5 พันล้านยูโร เพื่อพลิกโฉมพื้นที่ในทุกมิติ ประกอบไปด้วยอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย แหล่งพาณิชยกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่เพียงแต่ในมิติเศรษฐกิจหรือแหล่งงาน แต่ยังมุ่งหวังการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชาวเมือง ด้วยการลงทุนในการสร้างและปรับปรุงอาคารที่พักอาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย พื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว อาทิ การเพิ่มพื้นที่ทางเท้า การลงทุนในห้องสมุด สวนสาธารณะ และการปรับปรุงสถานีกลาง (Gare de Lyon Part-Dieu) ให้เหมาะสมกับการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการเดินทางในระดับภูมิภาค ด้วยการเชื่อมต่อกับเมืองสำคัญๆอื่นๆผ่านระบบรถไฟความเร็วสูง อาทิ Munich Turin Milan และ Barcelona เป็นต้น




(ภาพจำลองภายในสถานี Gare de Lyon Part-Dieu ที่มา www.lyon-partdieu.com)

 

 

ด้วยการทำงานอย่างหนักของผู้มีอำนาจและการบูรณการการออกแบบโดยคำนึงถึงทุกภาคส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป้าหมายเพื่อที่จะยกระดับเมือง Lyon สู่เมืองชั้นนำในระดับภูมิภาคและเป็นเมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้อยู่อาศัย ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อการดึง ดูดการลงทุนและการจ้างงานของอุตสาหกรรมและธุรกิจฐานเดิมและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อไล่ตามพลวัตของกระแสโลก โดยมีเป้าหมายการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในสถานีกว่า 100,000 คนต่อวัน เพิ่มพื้นที่สำนักงานกว่า 650,000 ตร.. สร้างการจ้างงานใหม่กว่า 40,000 ตำแหน่ง เพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยกว่า 2,200 ยูนิต และที่สำคัญปรับปรุงสภาพแวดล้อมและพื้นที่สาธารณะให้แก่ชาวเมืองมากกว่า 300,000 ตร..

 

 

“How do we inject new life into this existing structure without spoiling it and without being dismissive of its history?”-- Djamel Klouche


                  
(ภาพจำลองพื้นที่ในย่าน Part-Dieu ที่มา www.lyon-partdieu.com)

จากตัวอย่างโครงการพัฒนาและฟื้นฟูย่าน La Part-Dieu คงไม่มีใครกล้าตอบว่าการพัฒนาพื้นที่สำคัญใจกลางเมืองที่มีมิติรากเหง้าทางด้านประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมจะเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ง่ายเสมือนการสร้างสิ่งใหม่บนพื้นที่ว่างเปล่า การสร้างสรรค์จึงต้องใช้เวลาในการคำนึงถึงรายละเอียด การเปิดใจรับฟัง และการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกคนซึ่งก็คือวิถีชีวิต รายได้ และความเป็นอยู่ของชาวเมือง Lyon และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือวิสัยทัศน์และความเข้าใจของผู้นำหรือผู้มีอำนาจในบริบทของการพัฒนาเมือง ที่มิใช่การคำนึงเพียงปัจจัยด้านใดด้านหนึ่งของนโยบายหรือมุ่งหวังการพัฒนาไปในเฉพาะทิศทางหนึ่งเพียงเท่านั้น ประกอบกับกลไกหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งต้องมีนวัตกรรมและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับโอกาสและความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในและบริบทของโลก

 

ในท้ายที่สุด ท่ามกลางการแข่งขันของเมืองใหญ่ทั่วทุกมุมโลกในการเร่งพัฒนาด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน เราคงมุ่งหวังแต่เพียงการทำหน้าที่ของภาครัฐอย่างเดียวคงไม่ได้ ภาคเอกชน ประชาสังคม และประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมเรียกร้อง ผลักดัน และขับเคลื่อนให้เมืองดีที่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่เพียงคาดหวังจากความบังเอิญ  

 

 

 



[1] PricewaterhouseCoopers. (2015). Villes d’aujourd’hui, métropoles de demain.France.

[2] The Economist Intelligence Unit (EIU). (2015). Global Liveability Ranking 2015. London,UK.

 
ดาวน์โหลดบทความในรูปแบบไฟล์ PDF ได้ที่ goo.gl/tFChv9




htab-group