คริสต์มาสของชาวกุฎีจีน เทศกาลที่มีมากกว่าแสงไฟและซานต้า

เมื่อลมหนาวที่หลายคนรอคอยมาถึง (แม้ว่าอาจมีแค่ไม่กี่วันก็ตาม) ประกอบกับหลายสิ่งที่ถูกนำมาตกแต่งรอก่อนแล้วอย่างเหล่าต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่พร้อมสายรุ้งหลากสี หุ่นจำลองซานตาคลอส และแสงไฟที่ประดับประดาอย่างสวยงามตามย่านต่างๆ เป็นสิ่งยืนยันได้ดีถึงเทศกาลสิ้นปีอย่างเทศกาลคริสต์มาส ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของวันหยุดยาว และความสุขความรื่นเริงในช่วงส่งท้ายปีของใครหลายคน

 

แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าสำหรับชาวคาทอลิกแล้วนั้น นอกจากการเฉลิมฉลองที่จัดขึ้น เทศกาลนี้ยังแฝงไปด้วยวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตอีกมากมาย เช่นเดียวกับชาวชุมชนกุฎีจีนบริเวณรอบโบสถ์ซางตาครู้ส ที่เริ่มนำดวงไฟและสายรุ้งออกมาประดับประดาตามมุมต่างๆ พร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์และวัตถุดิบสำหรับสูตรอาหารหรือขนมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งบางเมนูจะทำขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองกันในแค่ช่วงเทศกาลนี้เพียงเท่านั้น! นำมาซึ่งเอกลักษณ์คริสต์มาสของชาวกุฎีจีน เทศกาลที่มีมากกว่าแสงไฟและซานต้า

 

ที่จริงแล้วนั้นคำที่หลายคนเรียกกันติดปากอย่างคำว่า คริสต์มาส(Christmas) เดิมนั้นมีที่มาจากภาษาอังกฤษในช่วงยุคกลางของคำว่า “Cristes Maesse” ซึ่งถูกค้นพบในเอกสารบันทึกเก่าตั้งแต่ปี ค.. 1038 มีความหมายว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้าโดยคำว่า Cristes มาจากความหมายว่า พระเยซูคริสต์ของในรากศัพท์ภาษากรีก และคำว่า Mæsse มาจากหนังสือสวดมนต์ของชาวลาติน ซึ่งในภาษากรีกตัวอักษร X เป็นตัวอักษรแรกของคำว่า “Christ” ซึ่งคล้ายกับตัว X ในภาษาโรมัน จึงมีการใช้ X แทน Christ ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 ดังนั้นในปัจจุบันหลายคนจึงมักพบเห็นการใช้คำว่า Xmas แทน Christmas ในการอวยพรหรือการจัดงานต่างๆ

 

 

ภาพภายในโบสถ์ซางตาครู้ส

 

ในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี มีความสำคัญซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งจริงๆ แล้วงานประเพณีและการเฉลิมฉลองจะถูกจัดขึ้นตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 24 จนถึงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 25 โดยจะมีประเพณีและกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำพิธีมิสซา การร่วมกันขับร้องประสานเสียง และรับฟังการอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งมีรายละเอียดคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียวระหว่างชาวคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ (นิกายของชาวคริสต์) นอกเหนือจากพิธีกรรมทางศาสนาในโบสถ์แล้วนั้น ในบริเวณรอบโบสถ์ ยังมีการจัดบูทกิจกรรมและการละเล่นหรือเกมที่สร้างความสนุกสนานให้แก่เด็กๆ และบุคคลทั่วไป เช่น กิจกรรมสอยดาวชิงรางวัล เกมบิงโก (Bingo) และการออกร้านค้าขายของต่างๆ มีความน่ารักและเป็นกันเองไม่ต่างจากงานเทศกาลหรือกิจกรรมสมัยใหม่ที่วัยรุ่นสมัยนี้นิยมไปเที่ยวเล่นเท่าไหร่นัก

 

ภาพขนมในชุมชนกุฎีจีน

 

ทั้งนี้ความพิเศษที่สามารถพบเห็นได้ที่กุฎีจีนนอกจาก ขนมฝรั่งที่เป็นของเลื่องชื่อที่มีที่มาจากวัฒนธรรมผสมผสานจากชาวโปรตุเกสแล้วนั้น ยังมีขนมหน้านวล ขนมก๋วยตั๊ด และขนมกุสรัง ที่ต่างหาชิมได้ยากและสามารถติดมือไปเป็นของฝากได้อย่างดี โดยเฉพาะขนม กุสรัง หรือ กุดสลัง ที่มีลักษณะคล้ายโบว์คริสต์มาส เดิมทีเรียกว่าขนม ตรุษฝรั่งเป็นขนมที่นิยมทำเพื่อนำไปให้ครอบครัวในช่วงคริสต์มาส หรือ ตรุษฝรั่ง นั่นเอง

 

 

บางครอบครัวก็ทำแจกกันเองภายในเครือญาติ แทบไม่มีบ้านไหนทำขายให้คนทั่วไปได้ลองชิมแล้ว ป้าอำพรรณผู้ที่สืบทอดสูตรมาจากคุณแม่และชวนให้เราได้ลองชิมเล่าให้เราฟัง พร้อมกล่าวต่อ เดิมทีขนมกุสรังจะมีรูปร่างเรียวยาวเป็นแท่งกลม ก่อนที่จะมาปรับเป็นรูปคล้ายโบว์ให้มีความสวยงามและเข้ากับเทศกาลมากขึ้น  ซึ่งหลังจากพูดคุยกันสักพัก ป้าอำพรรณก็เล่าต่อถึงส่วนผสมหลักซึ่งมีความคล้ายคลึงกับขนมของชาวตะวันตก อาทิ แป้งสาลี เกลือ น้ำ น้ำตาลเชื่อม เนย และน้ำมันปาล์มที่ใช้ทอด แต่จะมีความต่างกันตรงขั้นตอนและวิธีการทำ

  

ป้าอำพรรณ

 

สุดสัปดาห์นี้หากใครยังไม่มีแผนสำหรับกิจกรรมพักผ่อนหรือสำรวจกรุงเทพฯ เราขอแนะนำให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศจากการไปถ่ายรูปเทศกาลตามลานห้างสรรพสินค้า มาเป็นร่วมเทศกาลคริสต์มาสที่โบสถ์ซางตาครู้ส หรือโบสถ์อื่นๆ ในระแวกบ้านคุณ แล้วเราเชื่อว่ามุมมองต่อวันคริสต์มาสของคุณอาจต่างไปจากเดิม

 

ก่อนแยกกัน ป้าอำพรรณยังคงสำทับเพิ่มว่า ขนมกุสรังหน่ะทำถึงวันที่ 15 มกราคมนี้เท่านั้นนะ ห้ามพลาดเชียว

 

ข้อมูลจาก

  • educatepark
  • ขอขอบคุณ ป้าอำพรรณ นิ่มเชียง (ซอยกุฎีจีน 3 เบอร์ติดต่อ 02-465-8569)