คนอื่นว่าเราต่าง แต่เราเปิดกว้างในความแตกต่าง

คนอื่นว่าเราต่าง แต่เราเปิดกว้างในความแตกต่าง

"พรุ่งนี้วันตรุษจีน พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำหนดเป็นวันหยุดราชการ" รุ่นพี่นักข่าวคนหนึ่งอัพเดทสเตตัสบนหน้าเฟซบุ๊ก เพื่อบอกกล่าวให้คนอื่นๆได้รับรู้ข่าวสาร

ข่าวที่ออกมานี้ไม่ใช่ข่าวลือแต่อย่างใด เพราะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ที่ทำงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับพื้นที่ใน 5 จังหวัดภาคใต้ เรื่องราวเหล่านี้นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย  

          ปีนี้ทาง ศอ.บต.ได้ออกหนังสือกำหนดวันหยุดราชการวันตรุษจีนเหมือนในทุกๆปี ซึ่งเนื้อหาระบุว่า ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 15 มกราคม 2555 กำหนดให้วันตรุษอีดิ้ลฟิตรี วันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา และวันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 กำหนดให้วันตรุษอีดิ้ลฟิตรี วันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา และวันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการประจำปีในพื้นที่จังหวัดสงขลา ลงชื่อ นายศุภนัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

 

การประกาศวันตรุษจีนให้เป็นวันหยุดราชการครั้งแรกในประเทศไทย

วันตรุษจีนเป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันของคนไทบเชื้อสายจีนเพราะถือเป็นประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา เป็นการไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษ ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและการประกอบธุรกิจหรือกิจการ และยังเป็นการพบปะสังสรรค์กับญาติพี่น้องด้วย วันตรุษจีนถูกประกาศให้เป็นวันหยุดราชการครั้งแรกเมื่อปี 2557 สมัยที่นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ในขณะนั้น ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอในปี 2553 โดยมีนายพิทักษ์ ก่อเกียรติพิทักษ์ สมาชิกที่ปรึกษาชายแดนใต้ ศอ.บต.ในขณะนั้นได้เสนอให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ จึงได้มีการเสนอไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้เป็นวันหยุดราชการ การเสนอวันหยุดในครั้งนี้คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม ขณะเดียวกันการทำบุญสารทเดือนสิบของพี่น้องไทยพุทธในพื้นที่ ก็ได้มีการเสนอให้เป็นวันหยุดเช่นกัน ซึ่งเป็นในลักษณะของการอนุโลมสำหรับคนที่จะไปทำบุญ

จำนวนคนไทยทั่วราชอาณาจักรนับเป็นตัวเลขกลมๆอยู่ที่ 64 ล้านคน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าใน 64 ล้านคนนั้นมีผู้คนจากหลายเชื้อชาติที่มาอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน ฉะนั้นความแตกต่างด้านชาติพันธ์ ศาสนาและความเชื่อย่อมแตกต่างเป็นเรื่องปกติ จากคำถามที่ว่าในเทศกาลต่างๆ ของศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามถูกประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ แต่ทำไมวันตรุษจีนกลับไม่ถูกประกาศให้เป็นวันหยุดด้วย คำถามที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของคนในพื้นที่ ว่าเหตุใดพวกเขาถึงไม่ได้รับสิทธิ์ที่เท่าเทียมเหมือนกับคนอื่นๆ และหากรัฐบาลนิ่งเฉยต่อความสงสัยนี้ก็ดูจะเศร้าเกินไปสำหรับผู้ที่มีอำนาจในการดูแลประชาชน การประกาศวันหยุดตรุษจีนในครั้งนี้ เหมือนเป็นแรงขับเคลื่อนหนึ่งที่เห็นได้ชัดในสังคมปัจจุบัน ที่ได้คำนึงถึงความหลากหลายในพื้นที่

 

 

กรุงเทพฯ กับความหลากหลาย

ผลการสํารวจสภาวะทางสังคมและวัฒนธรรม ของสำนักสถิติแห่งชาติระบุว่าการนับถือศาสนาของประชากรประเทศไทย เกินกว่าร้อยละ 90 เป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ (ร้อยละ 94.6) รองลงมา นับถือศาสนาอิสลาม (ร้อยละ 4.6) และศาสนาคริสต์ (ร้อยละ 0.7) ที่เหลือเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ๆ รวมทั้งผู้ที่ไม่มีศาสนา (ร้อยละ 0.1) ผลการสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างด้านศาสนานั้นได้กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ กรุงเทพมหานคร ถูกจัดให้เป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 1 นับเป็นจำนวนประชากรทั้งหมด  5,682,415 คน ซึ่งแน่นอนว่าในจำนวน 5 ล้านกว่าคนนี้ไม่ได้มีแค่ศาสนาเดียวหรือคนกลุ่มเดียวเท่านั้น แต่ยังมีคนเชื้อสายอื่นๆ รวมอยู่ด้วย จากผลการสำรวจของนิด้าโพล พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.42 ไม่มีเชื้อสายจีน ขณะที่ 24.58 เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เมื่อทำการประมาณการทางสถิติ คาดว่าจะมีคนไทยเชื้อสายจีน ประมาณ 16 ล้านคน จากจำนวนประชากร 64 ล้านคนและยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถนับได้ เพราะกลมกลืนกับคนไทยไปแล้วโดยการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ ตัวเลขถือเป็นสัดส่วนที่เยอะพอสมควรแต่ทว่าในความหลากหลายนี้กลับไม่ได้กำหนดให้วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการเฉกเช่นในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

กรุงเทพฯ ในอนาคตอาจจะต้องมีนโยบายที่ตอบรับความหลากหลายของคนในพื้นที่มากขึ้นเพราะแค่การเติบโตด้านเศรษฐกิจอาจจะยังไม่พอ

 

          การประกาศให้วันสำคัญทางศาสนาเป็นวันหยุดราชการ ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ แม้ประกาศนี้จะถูกใช้แค่ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น แต่เราก็คาดหวังว่า ประกาศดังกล่าวจะถูกใช้ในทุกๆพื้นที่ของประเทศไทยเพื่อที่ทุกคนจะได้ใช้เวลาในวันสำคัญเพื่อเฉลิมฉลองกับคนในครอบครัว

 

แหล่งที่มา:

https://www.nidapoll.nida.ac.th/index.php?op=polls-detail&id=218

http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/soc-culRep54.pdf