กะดีจีน-คลองสาน ประวัติศาสตร์ย่านที่ต้องเขียน(ต่อ)

ราวปีพ.ศ. 2112 หลังการเสียกรุงครั้งที่หนึ่งของกรุงศรีอยุธยา หมู่บ้านเล็กๆ ได้ผุดขึ้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี เริ่มจากการที่พ่อค้าชาวจีนมาหยุดตรวจสภาพเรือและสินค้า ก่อนจะเดินทางต่อไปกรุงศรีอยุธยาได้มาสร้างศาลเจ้าไว้ ณ บริเวณนี้  ศาลเจ้านี้มีพระภิกษุจีนมาพักอยู่ด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อกุฎีจีน” (กุฏิจีน) พ่อค้าฝรั่งและมุสลิมก็ไม่น้อยหน้า เมื่อต้องมาพักแรมที่นี่ ก็นำสตางค์ที่ได้จากการค้าขาย มาสร้างศาสนสถานที่ตนเองเคารพไว้เช่นกัน ต่อมา หลายคนเริ่มลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เสียเลย โดยมีชุมชนชาวมุสลิมเป็นชุมชนแห่งแรก และเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงเป็นครั้งที่สองในปีพ.ศ.2310 พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ได้อพยพคนมาลงมาจากอยุธยา ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีประชากรเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นชาวโปรตุเกสที่ร่วมรบกับพระเจ้ากรุงธนฯ จึงได้รับพระราชทานที่ดินอยู่ในบริเวณนี้

 

 

ความสามารถที่หลากหลายจากแต่ละชุมชนในกะดีจีน-คลองสาน อาหารอร่อยๆ จากชุมชนชาวคริสต์ พืชผลจากสวนและไร่นาของชุมชนชาวพุทธ และทักษะการต่อบ้านของชุมชนชาวอิสลาม ถูกแลกเปลี่ยนกันผ่านลำคลองตามวิถีของคนฝั่งธนโดยแท้ เมืองที่มีเครือข่ายคูคลองนับพันสายแต่คงไม่มีใครในชุมชนแห่งนี้คาดคิดว่า วันหนึ่ง หมู่บ้านของเขาจะกลายมาเป็นชุมชนที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพ-ธนบุรีที่เรียกว่าย่านกะดีจีน-คลองสาน เป็นเสมือนหนังสือประวัติศาสตร์มีชีวิต ที่มีความสำคัญกับทั้งคนในและนอกชุมชน

 

 

แต่เรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ไม่ได้ราบรื่นเสมอมา ร้อยปีให้หลังมานี้ ยุคอุตสาหกรรมและความเจริญเข้ามาพร้อมกับรถยนต์และการถมคลอง ในเมื่อบ้านแถวนี้สร้างมาเพื่อสัญจรด้วยคลองเป็นหลัก การใช้งานตรอก ซอกซอย และถนนของย่านที่เพิ่มขึ้น ทำให้โครงสร้างเหล่านี้ก็ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เพราะตรอก ซอก ซอยต่างๆ ของย่านไม่ได้ถูกสร้างไว้สำหรับเป็นทางคมนาคมสายหลัก และถูกพัฒนามาจากทางระบายน้ำที่มีทางเดินไม้พาดไว้ด้านบนเท่านั้น การสร้างบ้านสมัยใหม่ที่ไร้ใต้ถุน เป็นความนิยมที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับถนน บ้านเหล่านี้ทำให้น้ำท่วม ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นปีแล้วปีเล่า กลายเป็น “ปัญหาใหม่ของย่าน คุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต จากศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนธนบุรี ที่เกิดและเติบโตมาในชุมชนแห่งนี้เล่า ความทรุดโทรมทางด้านกายภาพ ทำให้กะดีจีน-คลองสานกลายเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มโต ที่ไม่น่าเปิดอ่าน ไปช่วงหนึ่ง” ผศ.ดร. นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง กล่าว

 

 

อย่างไรก็ตาม วิถีชีวิตบ้านๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ ความสามัคคี และความศรัทธาในศาสนาที่แตกต่างของชาวบ้าน กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนในปัจจุบัน พ.ศ. 2560 ราว 400 ปีให้หลังจุดเริ่มต้นของ “หมู่บ้านแห่งนี้ หลายคนรู้จักกะดีจีน-คลองสานในฐานะย่านท่องเที่ยววันหยุดชิคๆ ของคนกรุง ผู้คนพากันมาย้อนวันวานวินเทจกันที่นี่ ชิมขนมฝรั่ง กินอาหารโปรตุเกส จิบกาแฟ เยี่ยมโบสถ์ มัสยิด วัด และชมพิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

 

แต่สิ่งหนึ่งที่น่านับถือที่สุด ที่น้อยคนนักจะรู้คือความเข้มแข็งของคนกะดีจีน-คลองสานที่ยังหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน ล่าสุด จากความร่วมมือของชาวบ้าน ภาคธุรกิจ และ หน่วยงานรัฐ ชุมชนกะดีจีน-คลองสานได้จดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิประชาคมย่านกะดีจีน-คลองสาน และกำลังจะมีศูนย์ข้อมูลย่านกะดีจีน-คลองสานเป็นของตนเอง ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ นี้จะเป็นทั้งพื้นที่กิจกรรมสำหรับกับคนในย่าน และแหล่งรวมข้อมูลเกี่ยวกับย่านสำหรับนักท่องเที่ยว คนในย่านคาดหวังว่าศูนย์ข้อมูลฯแห่งนี้จะช่วยทำให้การอนุรักษ์ชุมชนของพวกเขาสืบเนื่องไปอย่างยั่งยืน เหมือนการเอาหนังสือเล่มเก่ามาปัดฝุ่นใหม่

 

 

โชคดีที่ปัญหาต่างๆ ที่เข้ามา ทำให้คนในย่านเข้มแข็งขึ้น แทนที่จะอ่อนแอลง ผ่านความกลมเกลียวและเอกภาพของย่านที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในปีพ.ศ. 2551 “คนนอกกลุ่มหนึ่งเข้าไปชักชวนให้ชาวบ้านในพื้นที่ทำแผนที่มรดกทางวัฒนธรรมของย่านขึ้น โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่มีความสำคัญทางด้านจิตใจต่อชุมชน เพื่อส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้เอาไว้ และทำให้พื้นที่เหล่านี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง พวกเขาผลักดันเอาความสัมพันธ์ดีๆ ของคนในย่านมาขับเคลื่อนการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสำคัญต่างๆ ในย่านกะดีจีน-คลองสานเอาไว้

 

 

ขั้นตอนแรกๆ ของการสร้างการมีส่วนร่วม เราก็เข้าไปร่วมงานกับวัด โบสถ์ ศาลเจ้า และ มัสยิดที่คนศรัทธา นี่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่าโมเดล บ.ว.ร. หรือ บ้าน-วัด-โรงเรียน (ราชการ) วัดนี่แหละที่ช่วยดึงทั้งชาวบ้านและราชการเข้ามามีส่วนร่วมคุณ สุภัจจา อังค์สุวรรณ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการมีส่วนร่วม ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง กล่าว

 

แต่ปัจจุบันการมีส่วนร่วมเป็นคำฮ็อตฮิตติดตลาดที่ใครๆ ก็อยากคว้าไปใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ จนหลายคนอาจรู้สึกว่าคำๆ นี้หมดความหมายไปเสียแล้ว

 

ถือว่าพี่โชคดีมากที่ได้มาทำงานตรงนี้ เพราะโครงการนี้เป็นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พูดได้เลยว่าชุมชนได้มีส่วนร่วมกับ 90% ของงานที่เราทำ บางคนอาจคิดว่ามันน่าเบื่อที่ชาวบ้านจะต้องมีส่วนร่วมกับทุกๆ การตัดสินใจ แต่พี่ว่ามันคุ้มค่าคุณสุภัจจา กล่าวทุกวันนี้ถึงพี่ไม่ได้ดำเนินโครงการนี้แล้ว แต่ถ้าพี่กลับไปที่ชุมชน คนก็ยังจำพี่ได้ ยังถามสารทุกข์สุขดิบ เพราะถึงเราไม่ได้เป็นคนในย่าน ความคุ้นเคยเป็นสิ่งที่สร้างได้ และการมีส่วนร่วมของชาวบ้านทำให้เราไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน

 

แม้ว่าย่านกะดีจีน-คลองสานจะสามารถผ่านบททดสอบมาหลายบทจากอดีตถึงปัจจุบัน อนาคตยังมีบททดสอบรออยู่เช่นกันความร่วมมือจากคนรุ่นต่อไปเป็นสิ่งที่เราค่อนข้างกังวล เพราะที่ผ่านมา คนที่เข้ามามีส่วนร่วมมักเป็นผู้ใหญ่ หรือผู้นำชุมชนที่มีอายุ เรายังหาทางกระตุ้นให้เยาวชนมามีส่วนร่วมในการพัฒนาย่านไม่ได้คุณสุภัจจา กล่าว

 

ศูนย์ข้อมูลย่านกะดีจีน-คลองสาน เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาว แม้แต่ในระหว่างที่ศูนย์ข้อมูลฯ กำลังก่อสร้าง ทางมูลนิธิฯ ก็จะผลักดันกิจกรรมต่างๆ ในย่าน เช่น การสร้างเครือข่ายนักข่าวพลเมือง (Neighborhood Reporter) โครงการสวยเต็มซอย ที่จัดปรับปรุงพื้นที่สาธารณะต่างๆ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่ย่าน งานศิลป์ในซอย ที่ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนในย่าน และยังจะเปิดโอกาสให้คนในย่านเสนอกิจกรรมสำหรับย่านของตนเองอีกด้วย ประชาชนในย่านหวังว่าศูนย์ข้อมูลฯ นี้จะส่งเสริมให้การอนุรักษ์และฟื้นฟูย่านกะดีจีน-คลองสานเป็นเรื่องร่วมสมัยที่ถูกขับเคลื่อนไปในอนาคตด้วยพลังจากคนรุ่นใหม่จากทั้งในและนอกชุมชน พราะหนังสือประวัติศาสตร์ชุมชนเล่มนี้ ถ้าเราไม่หยิบขึ้นมาเขียนต่อ ใครล่ะจะทำ?

 

 

ติดตามผลงานของมูลนิธิกะดีจีน-คลองสานผ่านชุมชนออนไลน์ Love Kadeejeen

หรือมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขับเคลื่อนชุมชนกะดีจีน-คลองสานกับเรา ผ่านการสมัครมาเป็นผู้จัดการศูนย์ข้อมูลกะดีจีน-คลองสาน