กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ กับฉันที่เป็นมุสลิม

กรุงเทพมหานคร นอกจากจะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นศูนย์รวมหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษามากมาย นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยสาธารณูปโภคต่างๆ แต่ในความสะดวกสบายนี้กลับไม่ได้เอื้อสำหรับทุกคนในประเทศ เช่น กลุ่มคนมุสลิม ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มากกว่า 2แสนคน ที่พบเจอปัญหาด้านการบริโภคอาหาร สถานปฏิบัติศาสนกิจ แต่มากกว่าความลำบากจากปัจจัยภายนอกก็คงเป็นความกังวลใจในการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ

 

 

 

ภาพจำกรุงเทพมหานครเมื่อสมัยที่เรายังอายุ 12-13 ปี จำได้ว่าความเป็นกรุงเทพฯ เป็นอะไรที่ห่างไกลตัวเรามาก ทั้งทางด้านระยะทางและด้านความรู้สึก เราไม่ได้มีความสนใจในความเป็นประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตของคนที่นี่ เพราะเราคิดแค่ว่าหากวันหนึ่งเติบโตไป เราก็คงจะอยู่ที่นี่ ที่ๆเราเรียกว่าบ้าน แต่เวลาก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอน และความคิดของเราก็เปลี่ยนได้ทุกๆการเติบโตของเรา

 

        หลายปีที่ผ่านมาความเป็นกรุงเทพก็เริ่มใกล้ตัวเรามากขึ้น นับตั้งแต่ช่วงเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย จำให้ต้องเข้ามาทำธุระในกรุงเทพฯ มากขึ้น และเมื่อความเป็นนักศึกษาจบลงบทบาทหลังจากนี้ก็คือการทำงาน แต่ด้วยสายงานที่จบมานั้น ส่วนตัวคิดว่าตลาดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่รองรับนักศึกษาจบใหม่มากขนาดนั้น ทำให้เพื่อนๆส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกัน รวมถึงตัวเราเองเลือกที่จะเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ ที่มันสอดคล้องกับสายงานและความต้องการของตัวเอง แต่การเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงและมีความสะดวกสบายมากมาย ทั้งทางคมนาคม การเดินทางสาธารณะ ตึกรามบ้านช่อง ดูจะพร้อมไปซะทุกอย่าง แต่กลับกลายเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ

 

 

 

ข้อจำกัดด้านศาสนากับการใช้ชีวิต

ตลอด 3 เดือนที่ได้เข้ามาทำงานในกรุงเทพ สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คงเป็นเรื่องอาหาร รองลงมาก็เป็นเรื่องการละหมาด (ประกอบศาสนกิจ) ซึ่งในกรุงเทพฯ มีร้านอาหารฮาลาลและมัสยิดน้อยมาก โดยเฉพาะพื้นที่ๆต้องมาทำงานอย่างสยาม ที่นี่ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวและคนกรุงเทพฯ แต่บริเวณนี้แทบจะไม่มีร้านอาหารฮาลาลและมัสยิดเลย จากการจัดอับดับของรอยเตอร์ อ้างดัชนีการท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก (GMTI)  ในปี 2558 กลับพบว่า ประเทศไทยถูกจัดเป็นอันดับที่ 20 ประเทศที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิมมากที่สุดของโลก ส่วนมาเลเซียขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็นประเทศตุรกี แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ทางเศรษฐกิจตรงนี้สามารถตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น

ในความลำบากนี้ทำให้เราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ที่พักใกล้ที่ทำงาน แต่หาของกินยาก หรือ ที่พักไกลจากที่ทำงาน แต่อิ่มท้อง แน่นอนว่าต้องเลือกอย่างหลัง เราเลือกที่จะไปเช่าห้องพักแถวรามคำแหง ใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับถึง 3 ชั่วโมงต่อวัน แต่มันก็พอหักล้างกันได้ กับการที่ได้ทานอาหารอร่อยๆ โดยที่ใจไม่ต้องมานั่งรู้สึกกังวลว่าอาหารที่ทานไปนั้นมันฮาลาล (สิ่งที่ศาสนาอนุมัติ) หรือหะรอม (สิ่งที่ศาสนาไม่อนุมัติ) กันแน่  

 

พื้นที่ที่มีประชากรมุสลิมอยู่กันอย่างหนาแน่น

 

ข้อมูลจากการสำรวจสำมะโนประชากรและการเคหะของสำนักงานสถิติแห่งชาติ สัดส่วนของมุสลิมที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย การอยู่อาศัยในประเทศไทยของชาวมุสลิมนั้นเรียกได้ว่า กระจุกตัวอยู่บางพื้นที่ มากกว่าที่จะกระจายไปทุกพื้นที่ของประเทศ กว่าร้อยละ 80 ของชาวมุสลิมอาศัยอยู่ในภาคใต้ โดยเฉพาะ ใน 5 จังหวัดชายแดน (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา) หรือประมาณ 2,246,399 คน ในกรุงเทพฯ มีประชากรมุสลิม คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 หรือประมาณ 262,023 คน จากประชากรมุสลิมทั้งประเทศ ส่วนใหญ่มุสลิมจะอยู่ในเขตตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลแผนที่ชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ อยู่ที่ไหน”  ที่ทางศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ได้จัดทำขึ้นโดยอาศัยข้อมูลศาสนสถาน (สุเหล่า และมัสยิด) ด้วยการนำอาศัยตำแหน่งที่ตั้งของสุเหร่าและมัสยิดจากฐานข้อมูล GIS  จำนวน 202 แห่งเป็นตัวชี้วัดความหนาแน่นของผู้นับถือศาสนาอิสลาม เนื่องจากสุเหร่าและมัสยิดเป็นเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิม จากแผนที่จะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่มีสุเหร่าและมัสยิดหนาแน่นมากที่สุดคือบริเวณฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ได้แก่ เขตหนองจอก ซึ่งมีสุเหล่าและมัสยิดรวม 52 แห่ง รองลงมาคือเขตมีนบุรี 15 แห่ง และเขตสวนหลวง และเขตประเวศ 13 แห่ง ซึ่งก็สามารถบ่งชี้ได้ถึงการรวมกลุ่มของคนไทยมุสลิมในพื้นที่กรุงเทพฯ  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการรวมกลุ่มของชาวมุสลิมอยู่เป็นจำนวนมาก และใช้ชีวิตในพื้นที่ได้อย่างง่ายดาย 


จากข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นไปได้ว่า คนมุสลิมที่มาจากต่างจังหวัดส่วนใหญ่เลือกที่จะมาอยู่ในพื้นที่ๆมีคนมุสลิมด้วยกัน มากกว่าจะกระจายตัวไปอยู่ในที่ๆไม่ค่อยมีคนมุสลิม เพราะมันง่ายต่อการปฏิบัติศาสนกิจ และการบริโภคอาหาร ความรู้สึกนี้อาจเปรียบเทียบกับคนไทยที่ไปใช้ชีวิตในต่างแดน ที่เวลาเราพบเจอคนไทยด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน ทานอาหารเหมือนๆกัน มันให้ความรู้สึกที่อบอุ่นหัวใจกว่า ในความแตกต่างตรงนี้เราเองก็ต้องปรับตัวในหลายๆอย่างเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับคนในสังคมอื่นๆให้ได้ แต่น้อยคนนักที่จะเรียนรู้วิถีชีวิตของคนมุสลิม มันกลายเป็นว่าเราต้องสำรวมตลอดเวลาเพราะกลัวคนอื่นจะจดจำแต่ภาพด้านลบ มันอาจจะดีกว่านี้ถ้าสังคมเราพร้อมเปิดใจที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ากรุงเทพฯ ก็ยังเป็นเมืองที่โอบอุ้มคนบางกลุ่มเท่านั้น แม้ว่าพื้นที่แห่งนี้จะมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมมากขนาดไหน แต่เราก็ยังมิอาจจะยอมรับในความแตกต่างของคนอื่นได้

 

 

ข้อมูลจาก