สุสานคนเป็น : ความเสี่ยงในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของผู้สูงวัยในเมือง

เรื่อง/วิเคราะห์ข้อมูล:
ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ และ อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้

 

เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา คุณยายของฉันมีอายุ 90 ต้นๆ แกเป็นคนตัวเล็ก แต่แข็งแรงและร่าเริง ตอนนั้นคุณยายชอบย้ายไปพักบ้านลูกบ้านหลานเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากบ้านตัวเอง บ้านของฉันเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุณยายชอบมา ฉันกลับบ้านมาราวๆ หกโมงเย็น และกำลังเดินขึ้นไปชั้นบนของบ้าน แต่ครั้นกำลังขึ้นบันไดอยู่ ฉันก็ได้ยินเสียงโครมครามตามด้วยเสียงร้องของคุณยาย เมื่อรีบวิ่งลงมาดูเหตุการณ์ ฉันเห็นคุณยายล้มหงายอยู่บนพื้นคอนกรีตที่จอดรถ ที่หน้าผากมีแผลลึกอาบไปด้วยเลือดข้นคลั่กที่ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด แกเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าที่ยังตกใจอยู่ว่า แกพลาดล้มมาจากบันไดหน้าบ้าน สิ่งเดียวที่ฉันจะต้องทำให้เร็วที่สุด คือ พาแกไปยังโรงพยาบาล แต่สิ่งที่ต้องคำนึงต่อมาในฐานะคนเมือง คือ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน และฉันควรใช้เส้นทางไหนที่จะพาคุณยายไปถึงมือหมอให้ได้เร็วที่สุด คำถามเหล่านี้ เกิดขึ้นภายใต้กรอบของเวลาหกโมงเย็น หรือช่วงเวลาที่รถติดที่สุดในกรุงเทพฯ

 

ภาพ Bangkok Puse โดย Pisut Jarintippitac

ที่มา Facebook.com/BangkokPulse

 

 

คุณยายของฉัน เป็นหนึ่งในผู้สูงอายุของสังคมกรุงเทพฯ และประเทศไทย ซึ่งเราทราบกันดีว่ากำลังกลายเป็นสังคมที่มีประชากรสูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ แผนที่ด้านล่างแสดงให้เห็นถึงพื้นที่เขตต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ตามสัดส่วนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยพื้นที่ที่มีสีแดงเข้มหมายถึงพื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุจดทะเบียนอาศัยอยู่มาก และลดน้อยลงเรื่อยๆ ตามความจางของสี แผนที่ดังกล่าวทำให้เราทราบว่าพื้นที่ใจกลางเมือง มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในสัดส่วนที่มากที่สุดและลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อห่างออกไปในพื้นที่ชานเมือง

 

 

 

 

ในขณะเดียวกัน คนแก่กับสถานพยาบาล จะว่าไปก็คงเป็นของคู่กัน นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างเช่นกรณีของคุณยายฉันแล้ว โดยทั่วไป คนแก่หลายคนมักต้องเข้าสถานพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายตามที่หมอนัด บางคนมักจะมีนัดพิเศษกับหมอเฉพาะทางเพิ่มเติมจากการนัดทั่วไป เพื่อดูอาการเรื้อรังจากสังขารที่เริ่มโรยรา บางคนที่มีโรคร้ายแรง และต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด สถานพยาบาลก็อาจกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเขาเลยก็เป็นได้

 

 

เมื่อสังคมของเรามีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ในแง่หนึ่ง สถานบริการสาธารณสุขต่างๆ ก็จะมีบทบาทในเมืองและชุมชนเพิ่มขึ้นเช่นกัน หากเราศึกษาในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สถานบริการสาธารณสุขต่างๆ ที่ถูกพล็อตลงบนแผนที่ มีตำแหน่งการกระจุกตัวอยู่ตามพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีความหนาแน่นสูง และกระจายตัวออกไปย่านชานเมืองตามแนวแกนถนนหลักของกรุงเทพฯ การกระจายตัวดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกันกับพื้นที่อาศัยของผู้สูงอายุ โดยในพื้นที่ที่มีประชากรน้อย ก็มีสถานบริการสาธารณสุขน้อยตามไปด้วย ซึ่งเราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า สถานบริการสาธารณสุขเหล่านี้อาจจะเพียงพอต่อผู้สูงอายุที่ลดหลั่นกันไปตามพื้นที่ต่างๆ

 

 

 

แม้ข้อสังเกตดังกล่าวจะตรงไปตรงมาในเชิงพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความหนาแน่นต่ำของสถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่ชานเมือง ย่อมหมายถึงพื้นที่บริการที่กินบริเวณกว้างขวางกว่าสถานบริการสาธารณสุขในใจกลางเมือง สังเกตุจากแผนที่ขอบเขตบริการของสถานพยาบาลที่เป็นระยะประมาณการเข้าถึงสถานพยาบาล บริเวณใจกลางเมืองมีระยะที่สั้น (สีน้ำเงิน-เหลือง) และระยะทางที่เพิ่มขึ้น (สีส้ม-สีแดง) อันหมายถึงการที่ต้องใช้เวลาและระยะทางที่เพิ่มขึ้นในการเข้าถึงสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ทั้งนี้ จากมุมมองของผู้ใช้บริการ พื้นที่บริการที่กว้างขวางนั้น ย่อมหมายถึงระยะทางการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุขที่ไกลกว่าการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุขในใจกลางเมืองด้วยเช่นกัน

 

ปัจจัยของระยะทางยังส่งผลต่อการเข้าถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราต้องเผชิญกับการจราจรที่หนาแน่น นอกไปจากนี้ ระยะทางยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระยะเวลาและราคาของการเดินทาง หลายครั้งในยามฉุกเฉิน ราคานั้นคือความเสี่ยงต่อชีวิต แต่ในยามปกติ ราคานั้นอาจหมายถึงค่ามิเตอร์แทกซี่ หรือค่าเสียโอกาสของผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานเพื่อดูแลตนเอง โดยราคาเหล่านี้คือราคาของความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานพยาบาลที่เราไม่ควรมองข้าม

 

 

 

จากข้อมูลรายงานด้านความเป็นธรรมทางสุขภาพและความครอบคลุมของสังคมไทย ปี 2559 โดยธนาคารโลก ระบุว่า แม้ว่าประชาชนจะได้รับสิทธิประโยชน์จากระบบประกันสุขภาพ แต่ยังมีช่องว่างในการเข้าถึงและใช้บริการทางสุขภาพจากค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา เช่น การขาดผู้ดูแลและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังสถานพยาบาล โดยเฉพาะผู้สูงอายุยากจนและผู้สูงอายุวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทโดยเฉพาะ การเดินทางจึงเป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ

 

 

ทางทีม UddC Urban Insight จึงเลือกที่จะวิเคราะห์พื้นที่บริการของสถานบริการสาธารณสุขภายใต้กรอบของระยะทางการเข้าถึงอย่างมีประสิทธิภาพ เราวิเคราะห์การเข้าถึงจากถนนเส้นต่างๆ ผ่านเทคนิค Network Analysis ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) โดยการกำหนดขอบเขตระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตรจากสถานบริการสาธารณสุขเป็นระยะทางที่ยังมีประสิทธิภาพในการเดินทาง เพราะระยะทาง 5 กิโลเมตรนี้จะหมายถึงระยะเวลาประมาณ 20 นาทีในการเดินทางหากเทียบกับความเร็วรถเฉลี่ย 15 กม./ชม. ในช่วงการจราจรหนาแน่นของกรุงเทพฯ ระยะทางดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงระยะทางการวิเคราะห์ที่สั้นที่สุดอยู่ที่รัศมี 500 เมตร (ขนาดเดียวกันกับพิกเซลรูปหกเหลี่ยมในแผนที่) เพราะนอกจากจะเป็นระยะทางที่สามารถเดินได้แล้ว ยังเป็นระยะทางที่ใกล้พอที่จะสามารถเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงทีอีกด้วย

 

 

 

การวิเคราะห์เชิงพื้นที่และระยะทางดังกล่าวถูกคำนวนควบคู่ไปกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เราเห็นภาพรวมว่าพื้นที่ใดบ้างในกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงต่อชีวิตผู้สูงอายุอันเกิดจากการเข้าถึงสถานบริการสาธารณสุขอย่างไม่ทันท่วงที หากเราเปรียบเทียบพื้นที่ทะเลทรายเป็นพื้นที่ขาดน้ำ พื้นที่สีแดงในแผนที่ด้านบนก็เป็นเหมือนพื้นที่ทะเลทรายสำหรับการบริการสาธารณสุข ในยามฉุกเฉิน “พื้นที่ทะเลทรายของบริการสาธารณสุข” (Health Care Deserts) เหล่านั้นย่อมหมายถึงชีวิตที่อาจไม่ทันถึงมือหมอ แต่ในยามปกติ มันอาจหมายถึงกำแพงในการเข้าถึงสถานพยาบาล ที่ทำให้คนในพื้นที่ดังกล่าวเลือกที่จะใช้บริการทั่วไปน้อยลง เลือกที่จะไปตามนัดหมอน้อยลง และ/หรือ เลือกที่จะไปหาหมอก็ต่อเมื่ออาการอยู่ในขั้นรุนแรงแล้วเท่านั้น

 

วันนั้นที่คุณยายล้ม จริงๆแล้วคุณยายมีความโชคดีหลายอย่าง ที่ทำให้ฉันพาคุณยายไปถึงมือหมอได้ทันเวลา กล่าวคือ ฉันอยู่กับคุณยายพอดีตอนเหตุการณ์เกิดขึ้น ฉันมีรถที่จะขับคุณยายไปโรงพยาบาลได้ ฉันและครอบครัวสามารถรองรับค่าใช้จ่ายบริการจากสถานพยาบาลในละแวกบ้านได้ และ ที่สำคัญที่สุด คือ ฉันอาศัยอยู่ในหนึ่งในพื้นที่สีน้ำเงินที่สามารถพาคุณยายไปโรงพยาบาลได้อย่างทันกาล ทั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาที่รถติดที่สุดในกรุงเทพฯ

 

ทุกตัวแปรที่ถูกกล่าวถึงล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นความเหลื่อมล้ำที่เชื่อมโยงกับสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย แม้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และโครงสร้างครอบครัวจะเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม แต่ในฐานะนักวางแผนเมือง เราเล็งเห็นว่าประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และการเดินทาง เป็นประเด็นพื้นฐานทางกายภาพที่ทุกคนต้องเผชิญ ทั้งนี้ นอกจากการเล็งเห็นความสำคัญของพื้นที่ทะเลทรายของสถานบริการสาธารณสุขแล้ว เส้นทางการเดินทางมายังสถานพยาบาลต่างๆ ก็ควรถูกให้ความสำคัญมากขึ้นด้วย ถนนที่ถูกเน้นในแผนที่ด้านล่างนี้อาจควรเรียกว่า ถนนยุทธศาสตร์ในเชิงสาธารณสุข อาทิ ถนนเพชรบุรี ถนนจตุรทิศ ถนนพระราม 6 ถนนพหลโยธิน (ช่วงพญาไท-จตุจักร) ถนนราชดำริ ถนนสีลม ถนนกรุงเกษม เพราะมันเป็นกลุ่มถนนที่หน่วยงานรัฐ เอกชน และพวกเราในฐานะประชาชนทุกคน ควรที่จะดูแลเป็นพิเศษ นอกจากที่มันจะเป็นทางสำคัญสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ แล้ว คุณภาพของถนนและการจราจรบนถนนเหล่านี้ ก็เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพการเดินทางของผู้สูงอายุ ที่จำเป็นจะต้องเข้ามาใช้บริการบ่อยครั้ง และพื้นที่บริการสาธารณสุขเหล่านี้ ก็เป็นพื้นที่ที่เขาเหล่านั้นจำต้องฝากชีวิตและสุขภาพของตนไว้

 

 

 

แม้การวิเคราะห์นี้จะมีพื้นฐานมาจากประชากรผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ไปสถานพยาบาลบ่อยกว่าคนกลุ่มอื่นๆ แต่การบริการสาธารณสุขเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่ประชากรทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ทุกคนย่อมมีโอกาสที่จะเจออุบัติเหตุหรือป่วยกระทันหันด้วยกันทั้งสิ้น การที่เราคำนึงถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่สถานพยาบาลมากที่สุดก่อน กลับแต่จะมีผลพลอยได้ในการช่วยเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพการเข้าถึงสถานพยาบาลของคนเมืองทุกคนด้วยเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้นเมืองที่ไม่สามารถให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ดีนั้น ย่อมทำให้เมืองเปรียบเสมือน "สุสานคนเป็น" ของทุกคนที่อยู่ในเมือง ไม่จำกัดเฉพาะผู้สูงวัย



ที่มาข้อมูลในการวิเคราะห์เชิงพื้นที่:

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (n.d.). สถิติประชากรและบ้าน - จำนวนประชากรแยกรายอายุ ปีพ.ศ. 2560. หาได้จาก http://stat.dopa.go.th/stat/statnew/upstat_age.php

กระทรวงสาธารณสุข. (2561). ข้อมูลหน่วยงานบริการสุขภาพในกรุงเทพมหานคร. หาได้จาก https://data.go.th/DatasetDetail.aspx?id=64bd04af-ec0a-4ac6-b895-ce7f0e49d4c9

ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์กรุงเทพมหานคร. (2559). ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์. หาได้จาก http://www.bangkokgis.com/modules.php?m=download_shapefile