ทำไมเมืองต้องกระจายอำนาจ (Era of Decentralization)

ผ่านไปแล้วครบ 1 เดือนพอดี สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ 24 มีนาคม 2562 แม้ยังไม่ทราบผลการเลือกตั้งอย่างชัดเจน หากการเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเลือกตั้งระดับประเทศ  นั่นคือ นโยบายการหาเสียงของพรรคการเมือง ที่ได้บรรจุเรื่อง “เมือง” เข้าไปในนโยบาย และได้รับความสนใจจากประชาชนไม่น้อย  ไม่ว่าจะเรื่องขนส่งสาธารณะ พื้นที่สีเขียว หรือการพัฒนาให้เมืองขับเคลื่อนไปสู่ Smart City ซึ่งหากทำได้จริงไม่ว่าจะจากรัฐบาลไหน คุณภาพชีวิตของคนไทยก็คงดีขึ้นได้ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

 

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกลงไปถึงโครงสร้างการบริหารแบบไทยๆ จะพบว่าสาเหตุที่ทำให้การขับเคลื่อนเรื่องเมืองยังไปได้ไม่ถึงขั้น เพราะติดปัญหาคอขวดขนาดใหญ่ที่ไม่ถูกปลดล็อกไปเสียที นั่นคือการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นให้ได้มีสิทธิและอำนาจเต็มที่ในการพัฒนาพื้นที่ตนเองอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

 

ผศ.ดร. นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC)  ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารแบบกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนี้ไว้ในเวทีเสวนา สานพลัง เปลี่ยนเมืองป่วย ว่าเป็นแนวคิดการบริหารจัดการที่หลายประเทศใช้มาเนิ่นนาน อย่างประเทศฝรั่งเศสที่ลุกขึ้นมาพัฒนาเมืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ก็ให้สิทธิและอำนาจเต็มที่แก่เทศบาลท้องถิ่นได้พัฒนาเมืองตัวเอง พร้อมกับรับฟังเสียงและดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ  ยกตัวอย่างเช่น ลียง (Lyon) เมืองใหญ่อันดับสองของฝรั่งเศส ก็พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ พื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่สนามบิน พิพิธภัณฑ์ โรงเรียน ด้วยตัวเอง จนชาวเมืองลียงภาคภูมิใจที่ตัวเองได้มีส่วนร่วมกับ เมืองของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพารัฐบาลกลาง

 

“ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เราจะเห็นการกระจายอำนาจให้แต่ละท้องถิ่นพัฒนาเมืองตัวเองได้อย่างดี ทำไมประเทศเกาะแห่งนี้ถึงขึ้นชื่อเรื่องความสะอาด เป็นระเบียบ และเต็มไปด้วยการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมท้องถิ่นได้ทุกเมืองอย่างนี้ ก็เพราะญี่ปุ่นวางแผนและกระจายอำนาจให้แต่ละเขตย่อยในเมืองต่างๆ มีอำนาจบริหารจัดการและดูแลย่านของตัวเองเต็มที่มาตั้งแต่ ค.ศ.1975 ผ่านการเลือกตั้งผู้อำนวยการเขตที่มาจากเสียงของคนในย่านจริงๆ ผลคือผู้อำนวยการเขตดูแลเมืองได้ทั่วถึงและเข้าใจ ประชาชนก็มั่นใจว่าเสียงของพวกเขาดังพอที่จะทำให้บ้านและย่านของตัวเองเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ” ผู้อำนวยการ UddC กล่าว

 

 

หันกลับมามองที่ประเทศไทย กรุงเทพมหานครแม้จะมีฐานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษก็จริง แต่การบริหารจัดการในตัวเองของ 50 เขตก็ยังขาดอิสระเพราะต้องรอการตัดสินใจจากผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และส่วนกลางอย่างเดียว ผู้อำนวยการเขตในแต่ละเขตไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่เป็นการแต่งตั้งโดยส่วนกลาง ขึ้นตรงกับปลัดกทม.และผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เท่านั้น แถมยังโยกย้ายตำแหน่งบ่อยจนแทบไม่มีความผูกพันกับคนในย่านและเขต รวมทั้งงบประมาณและอำนาจหน้าที่ก็มีจำกัด

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด เฉพาะใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีพื้นที่ใต้ทางด่วนรวมกันกว่า 600 ไร่ หรือขนาดเท่าสวนลุมพินี 2 สวน ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ไร้ประโยชน์และเสื่อมโทรม เพราะแต่ละเขตไม่มีหน้าที่ตัดสินใจโดยตรงว่าจะพัฒนาเป็นอะไร รวมถึงแม้จะลุกขึ้นมาอยากจัดการ ก็ทำไม่ได้โดยอิสระ เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่สิทธิของกรุงเทพมหานครเอง ต้องไปขออนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของที่ดินก่อน กรณีเช่นนี้หากเป็นในต่างประเทศ พื้นที่ดังกล่าวเปรียบเหมือนทำเลทองที่หน่วยงานท้องถิ่นสามารถนำไปปรับปรุงและฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนได้อีกมากมาย

 

 

 

“โครงสร้างการบริหารในต่างจังหวัดนั้นตาลปัตรกับกรุงเทพฯ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งในระดับย่อยหรือเทศบาล แต่ผู้บริหารระดับจังหวัดก็ยังแต่งตั้งจากส่วนกลางอยู่ดี หากเทศบาลจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่นก็ต้องรอความเห็นชอบจากภาครัฐ ทำให้เราเป็นประเทศที่มีแค่กรุงเทพฯ เมืองเดียวที่มีระบบขนส่งสาธารณะดูแลโดยองค์กรรัฐวิสาหกิจ ส่วนการขับเคลื่อนหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา ที่เราเริ่มเห็นในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ เกิดได้ก็เพราะภาคเอกชน สมาคม ผู้ประกอบการ และประชาชนในท้องถิ่นรวมตัวกันจัดตั้งเป็นบริษัทพัฒนาเมืองขึ้นมาเอง เนื่องด้วยเหตุผลที่ไม่อยากแค่นั่งรองบประมาณและการดูแลจากภาครัฐบาลอีกต่อไป” ผศ.ดร. นิรมล ชี้ความสำคัญ

 

สุดท้ายแล้วไม่ว่านโยบายการพัฒนาเมืองด้วยเทคโนโลยีล้ำๆ จะทำได้จริงหรือแค่ขายฝัน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นก่อนใคร คือการทำลายคอขวดนี้ด้วยการกระจายอำนาจ และยกระดับบทบาทการฟื้นฟูเมืองให้แก่หน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ จากเป็นแค่หน่วยงานบริหารท้องถิ่น (Local Administration) ทำได้เพียงทำความสะอาดถนน ตัดต้นไม้ หรือจัดเก็บรายได้จากประชาชน ไปสู่การเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Government) ที่มีอำนาจเต็มที่ในเมืองของตัวเองอย่างที่หลายประเทศเป็นมานาน

 

และเราในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ก็มีสิทธิเต็มที่ที่จะส่งเสียงให้รัฐบาลได้ยิน เพื่อให้เขาได้รู้ว่าเราอยากอยู่ใน ย่านที่ดีและเมืองที่ดีมากขนาดไหนเช่นกัน